วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หลักการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา ตามรูปแบบ รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี

แรงบันดาลใจในการเขียนบทสังเคราะห์นี้ เกิดขึ้นจากความประทับใจในการให้ความเห็น (comments) ของ รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ต่อประสบการณ์จัดการเรียนรู้ของครูบีพี (Best Practice) ในโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) สู่สถานศึกษา ที่จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ในวันที่ ๒๘-๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา ที่ทุกท่านต้องระลึกไว้ในใจและตระหนักซ้ำย้ำทวนกับคนที่เกี่ยวข้องเสมอ คือ การปลูกฝัง "อุปนิสัยพอเพียง" ให้กับนักเรียน โดยต้องกำหนดนิยามความหมายของคำว่า "อุปนิสัยพอเพียง" ไว้ให้รู้ชัดถึง "คุณค่า" ว่ากำลังจะทำอะไรเพื่ออะไร ก่อนจะใช้ประสบการณ์พิจารณาประกอบหลักวิชามาวางแผนการขับเคลื่อนฯ อย่างรอบคอบ "คุ้มค่า" และคำนึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ กล่าวคือให้นำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการขับเคลื่อนฯ นั่นเอง

ผมเข้าใจว่า "อุปนิสัยพอเพียง" ที่เป็นเป้าหมายของการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา โดยใช้รูปแบบและเครื่องมือของ รศ.ดร. ทิศนา แขมมณี มี ๓ ส่วนคือ "คิดเป็น ทำดี มีความรู้"

๑. คิดเป็น หมายถึง นักเรียนมีนิสัยการคิดบนหลักปรัชญา ปศพพ. คือ คิดพิจาณาด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจทำ คิดถึงผลลัพธ์ผลกระทบหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำทั้งระยะสั้นระยะยาว พร้อมทั้งคิดหาทางป้องกันหรือวิธีดำเนินการไว้ล่วงหน้า
๒. ทำดี หมายถึง การตัดสินใจและกระทำอย่างถูกต้องตามหลักปรัชญา ปศพพ. คือ สามารถ"ทำได้" ถูกต้องคุณธรรมจริยธรรม ถูกต้องตามหลักวิชาการ และพอดีพอประมาณกับตน(ตนเอง) กับคน(ที่เกียวข้อง) กับของ (วัตถุ:ทรัพยากรอื่นๆ) และสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของชุมชนและสังคม
๓. มีความรู้ หมายถึง รู้กว้าง (รอบรู้เรื่องที่เกี่ยวข้อง) รู้ลึก (รู้ความจริง รู้ตามหลักวิชา) รู้ละเอียด และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ท่านชี้แนวทางว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษานั้นสามารถทำได้ ๓ ทาง ได้แก่ ๑. ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ๒. ใช้ในการจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และ ๓. ใช้ในวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตจริง ดังแสดงรายละเอียดในรูป



การขับเคลื่อนฯ ในแต่ละแนวทางให้ใช้กระบวนการคิดและทำตามลำดับขั้นตอนตามแผนผังด้านล่างนี้


โดยเครื่องมือสำคัญที่ใช้คือ "๗ คำถามเพื่อพัฒนากระบวนการคิดตามหลัก ปศพพ." ดังนี้
๑. จะทำอะไร? / ทำทำไม?
๒. มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่จะทำหรือไม่? / ต้องศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง?
๓. มีความพร้อมหรือไม่? / มีความเป็นไปได้ที่จะทำหรือไม่?
๔. ทำอย่างไรจึงจะพอดี พอประมาณ? / ทำอย่างไรจะสามารถรองรับปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้?
๕. ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ?
๖. อะไรที่ทำได้ดี? / อะไรที่ยังทำไม่ได้ดี จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร?
๗. เกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นบ้างจากการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ผมเข้าใจว่า วัตถุประสงค์สำคัญของแต่ละคำถามที่ท่านสร้างขึ้นน่าจะเป็น ดังนี้

  • ทำอะไร? / ทำทำไม?....ถามให้เห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ คุ้มค่า มีคุณค่า
  • มีความรู้เรื่องนั้นหรือไม่? ....ถามให้รู้รอบ (รู้กว้าง รู้ละเอียด รู้ลึก)
  • มีความพร้อมหรือไม่? ...ถามให้สำรวจตนเอง รู้ตนเอง รู้รอบเกี่ยวกับตนเอง
    •  สำรวจแบบ 5M (man, money, materials, management, market) หรือ
    • สำรวจแบบ 4มิติ (สังคม, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ/วัตถุ, สิ่งแวดล้อม) หรือ
    • สำรวจแบบ 3ดู (ดูตน, ดูคน, ดูชุมชนสังคมบริบท)
  • ทำอย่างไรให้พอดี? .... มีคุณธรรมไหม เบียดเบียนตน คนอื่นหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมหรือไม่...
  • ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ .... คุณธรรมอะไร ความรู้อะไร ที่ต้องมีต้องใช้จึงจะทำให้สำเร็จ..
  • อะไรที่ทำได้ดี? ...ประทับใจในผลอะไรที่เกิดขึ้น.. กระบวนการ/วิธีการที่ทำ บุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ได้เรียนรู้อะไร? ...ให้พิจารณาจากความรู้ที่ได้เพิ่มเติม วิธีคิดแบบใดที่เปลี่ยน เจตคติที่เปลี่ยน ตนเองดีขึ้นอย่างไร ชีวิตดีขึ้นหรือไม่ 
จากการสังเคราะห์เอกสารเพาเวอร์จากการบรรยายของท่าน พบว่าท่านยังเสนอลำดับและขั้นตอนการใช้คำถามไว้อย่างละเอียด ดังรูปนี้


ผมสังเกตว่า ครูบีพีที่มูลนิธิฯ เลือกมาร่วมในการถอดบทเรียนในครั้งนี้ หลายท่านนำเครื่องมือเหล่านี้ ไปใช้ และประสบผลสำเร็จจนภาคภูมิใจหลายท่าน ซึ่งทางมูลนิธิฯ คงได้นำมาแบ่งปันบอกต่อโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่ผมประทับใจที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้ คือ "ข้อคิด" สำหรับคนที่จะนำเครื่องมือนี้ไปใช้ ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ "แข็ง" หรือ "ติดรูปแบบ"  ดังนี้
  • การตั้งคำถามที่ดีนั้นสำคัญ แต่ที่สิ่งที่สำคัญกว่าคือคำตอบ ครูควรพิจารณาว่าเหตุผลของนักเรียนนั้นถูกต้องหรือไม่ ถามต่อว่าถูกต้องตามหลักอะไร เช่น หลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักคุณธรรม ฯลฯ แล้วพิจารณาว่าจะส่งเสริมหรือแนะนำอย่างไร สรุปคือ การสนทนา ถาม-ตอบ เพื่อฝึกทักษะการคิดตามหลัก ปศพพ. นั่นเอง....  ผมเข้าใจว่า การแทรกหลักปรัชญาฯ ในลักษณะนี้ว่า "การแทรกทีละส่วน"
  • การออกแบบการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำโครงงานนั้น เด็กจะได้ทำงาน เมื่อได้ทำงานแสดงว่าเด็กจะได้ทำและได้คิด ทุกครั้งที่เด็กได้ทำหรือได้คิด เป็นโอกาสที่จะได้ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นการทำโครงงานจึงสามารถสอดแทรกหลักปรัชญาฯ ได้อย่างเป็นกระบวนการ หรืออาจเรียก การแทรกหลักปรัชญาฯ ในลักษณะนี้ว่า "การแทรกอย่างบูรณาการ"
  • ท่านว่า หากมีอุปนิสัยพอเพียง ทุกครั้งที่ทำและคิด จะประกอบด้วย ความรู้ และคุณธรรมเสมอ
  • สิ่งที่นักเรียนควรได้ฝึกฝนให้มากคือ การพิจารณา เหต->ผล หรือ Cause -> Effect การทำแผนผังหรือ Mind Mapping จะทำให้ทราบว่า เหตุเดียวอาจทำให้เกิดผลหลายอย่าง และผลบางอย่างจะทำให้เกิดเหตุอีกหลายอย่าง ประสานเชื่อมโยง ซับซ้อน 

ฤทธิไกร ไชยงาม
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ปรับปรุงจากบันทึกเดิมที่

http://www.gotoknow.org/posts/549827
http://www.gotoknow.org/posts/549912
http://www.gotoknow.org/posts/550001

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

การขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา: อีสานตอนบน_50 : ตรวจเยี่ยมประเมินความพร้อม โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา อบจ.ชัยภูมิ

วันที่ 18 กันยายน 2556 ทีมขับเคลื่อน ปศพพ. อีสานบน "ขน" ทีมงานไปโรงเรียนบ้านเป้าวิทยา ต.บ้านเป้า อ.เกษรสมบูรณ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรวจเยี่ยมเพื่อประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ร.ร.ศรร.ปศพพ.)

โดยมีอาจารย์ศศินี ลิ้มพงษ์ และอาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร ผู้จัดการโครงการฯ จากมูลนิธิสยามกัมมาจล และทีม ร.ร.ศรร.ปศพพ. พี่เลี้ยง โรงเรียนกัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น ร่วมเป็นทีมประเมิน

ขอแนะนำสำหรับผู้สนใจ ข้อความเห็นและข้อเสนอแนะโดยละเอียดต่อการขับเคลื่อนของโรงเรียนบ้านเป้า ใหติดต่อ อาจารย์ฤทธิชัย อาจารย์แกนนำขับเคลื่อนโดยตรง Facebook ท่านอยู่ที่นี่ครับ  ต่อไปนี้เป็นข้อความเห็นของกระผมเอง ในฐานะผู้ประสานงานจากมหาวิทยาลัย

ท่านสามารถอ่านข้อความเห็นเมื่อครั้งตรวจเยี่ยมครั้งที่แล้วที่นี่ครับ 

จุดเด่นที่ต้องชื่นชม 

  • ความสะอาดเรียบร้อยของอาคารสถานที่ ห้องเรียน และบริเวณโรงเรียน (แม้จะบอกก่อนล่วงหน้า และต่อให้มีการเตรียมการไว้ แต่อย่างไรก็ไม่น่าจะสอาดขนาดนั้นครับ) เมื่อซักถามถอดบทเรียน พบว่าปัจจัยของความสำเร็จ มีดังนี้ครับ 
    • นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลทำความสะอาด โดยมีการจัดแบ่งบริเวณให้แต่ละชั้นเรียนรับผิดชอบอย่างชัดเจน 
    • ใช้เวลาตอนเลิกเรียนตอนบ่าย (ก่อนเดินทางกลับบ้าน) ช่วยกันทำความสะอาด ทำให้เป็นไปอย่างพร้อมเพียงกัน ไม่มีมาช้ามาสายที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าทำน้อยทำมาก
    • มีกระบวนการตรวจสอบจากทั้งกรรมการนักเรียน และคณะครูที่รับผิดชอบโครงการ 5ส. ของโรงเรียน...
    • ไม่ประนีประนอมกับความไม่เรียบร้อย.... มีมาตรการให้นักเรียนที่ทำไม่เรียบร้อย มาซ่อมเสริมเพิ่มเติมอีกในตอนเช้า...  (ความจริงทราบว่า ตอนเช้าก็มีการทำความสะอาดอีกครั้งทุกบริเวณ)
    • ฯลฯ  (แม้จะเป็นข้อประทับใจเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ แต่ก็อยากให้รู้ว่านี่เป็นวิธีที่ได้ผล เผื่อว่าจะมีคนอ่านนำไปปฏิบัติบ้างครับ)
  • ความมีระเบียบวินัยของนักเรียน อันนี้ก็เขียนไว้ตั้งแต่ครั้งที่แล้วเหมือนกันครับ ยังรักษาความดีไว้ได้ดีครับ 
  • มีการนำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้กันอย่างจริงจังแล้ว แม้จะเห็นเริ่มเฉพาะครูแกนนำไม่หลายคนนัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในการเปิดโอกาสให้นักเรียน "ฝึกคิด" "ฝึกทำ" และ "ทำงานเป็นทีม"  อ่านข้อความเห็นเรื่อง "ครูฝึกกก" ที่นี่ครับ 

 
ข้อความเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ของครูและโรงเรียน
  • แหล่งเรียนรู้แรกคือห้องสมุดของโรงเรียน สะอาด เรียบร้อยมาก สิ่งที่โดดเด่นคือการจัดหนังสือ สื่อความรู้เกี่ยวกับเรื่อง "พอเพียง" เป็นหมวดหมู่ชัดเจน และมีจำนวนมาก... หากมีการกระบวนการส่งเสริมการอ่าน "หลักการทรงงาน" ต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะนักเรียนแกนนำทุกคน แล้วนำมาตีความ ถกถอดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนั้นๆ ....จากการสอบถาม ท่านอาจารย์ที่รับผิดชอบสะท้อนว่า อยากให้เด็กๆ มาอ่านมากขึ้น.... มีหลากหลายวิธีที่แนะนำครับ เช่น 
    • กำหนดให้เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติม สำหรับรายวิชาสังคมหรือภาษาไทย 
    • จัดให้มีการโต้วาที "หลักการทรงงาน" และ "ปศพพ." ใน "วง" นักเรียนแกนนำ 
    • จัดให้มีการยืมหนังสือในหมวดดังกล่าวได้ง่าย สะดวก และกำหนดให้มีชั่วโมงอ่านหนังสือให้ชัดเจน 
    • ฯลฯ 


  • ผลงานจากฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์โครงงานบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น...เป็นโครงงานประดิษฐ์ ที่พยามยามนำ "คณิต" ไปใช้อธิบายว่า ลำดับลายของผ้าไทย กระโด้งไม้ไผ่ กระติ๊บข้าวเหนียว ประเป๋าถือ หรือเครื่องจักสาน สามารถที่จะอ่านผ่านสมการคณิตศาสตร์ได้ โดยใช้ความรู้ "คณิต" เรื่อง การแปลงสลับเลขฐาน 2 ฐาน 3 ไปเป็นฐานสิบ... จากการฟังการนำเสนอ เข้าใจขั้นตอนดังนี้ครับ
    • สังเกตรูปลักษณะลาย ว่ามีกี่สี หากมี 2 สี  จะอธิบายด้วยเลขฐาน 2 หากมี 3 สี จะอธิบายด้วยเลขฐาน 3 เป็นต้น 
    • นำกระดาษมาตัดเป็นเหมือน "ตอกไม้ไผ่" นำมาจักสานเลียนแบบ สมมติมี 2 สี จะแทนที่ด้วยเลขฐาน 2 คือ เลข 0 กับ เลข 1 แทนการจัดสานให้อยู่ด้านล่างและบนตามลำดับ 
    • เมื่อทำตามลายเสร็จ จะได้เลขฐาน 2 มาชุดใหญ่ แปลงให้เป็นฐาน 10.... (เข้าใจว่า น่าจะฝึกการแปลงเพื่อใช้ "คณิต" คิดเฉยๆ ...หากผิดอธิบายด้วยครับ)
    • จากนั้นทดลองออกแบบลายต่างๆ ด้วยตนเอง ด้วยการจักสานงาน "ตอกกระดาษ" เมื่อได้แบบแล้วก็ฝึกแปลงเลขฐาน... และนำ "ต้นแบบ" ไปสื่อสารให้ชาวบ้านทดลองทำตาม  จนได้ลวดลายต่างๆ ตามรูป 
    • เมื่อเป็นแบบที่เข้าใจนี้ แสดงว่า โครงงานนี้ไม่ได้นำคณิตศาสตร์ไปช่วยออกแบบโดยตรง  แต่เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนสนใจภูมิปัญญาและหัตถกรรมพื้นบ้าน ผ่านการเรียนรูู้คณิตศาสตร์เรื่องการแปลงเลขฐาน ....  
    • ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำจากผมครับ..
      • แนะนำให้นักเรียนสืบค้นหา ความเชื่อมโยงระหว่างสมการคณิตศาสตร์กับลายต่างๆ ในธรรมชาติจริงๆ  .... ฝากให้เขาไปศึกษาเรื่อง "Chaos equation"
      • แนะนำให้หาความเชื่อมโยงระหว่างสมการคณิตศาสตร์กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ... ทำคนอินเดียถึงเก่งเรื่อง Softwares ที่สุด เพราะพวกเขาเก่งคณิตศาสตร์ที่สุดนั่นเอง  ใครเก่งคณิตจะคิดเขียนโปรแกรมคอมเก่งด้วย ....  
      • แนะนำให้คุณครู ตั้งโจทย์โครงงานเรื่อง "สมการกับธรรมชาติ" .... เพื่อฝึกให้พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นนำเสนอเอง......   (อันนี้แนะนำวันนี้ครับ)
    • สำหรับข้อแนะนำเรื่องการนำเสนอของนักเรียนนั้น ไม่มีครับ ขอชมเชยว่า เตรียมตัวดีมาก... ถ้าเป็นเรื่องที่พวกเขาเริ่มคิดทำและนำเสนอเองล่ะก็ครับ จะเป็นธรรมชาติและเปี่ยมความสุขกว่านี้แน่ครับ 
  • ห้องแห่งความสำเร็จและเกมปลูกฝังการแบ่งปัน.. (Give and Take)..วันนั้น (18 กันยาฯ) ได้มีโอกาสเล่านเกม "พอเพียง" ของมูลนิธิสยามกัมมาจล .... เล่านกันได้หลายคน... เป็นเกมสร้างสถานการณ์เหมือนที่จะเกิดได้ในชีวิตจริงๆ  อาจเล่นเป็นทีมแล้วปรึกษากัน ...(อ่านต่อเรื่องเกมที่นี่
    • สังเกตว่าทุกหน้าต่าง จะมีผลการถอดบทเรียนความสำเร็จลงแผ่นฟริปชาร์ท การได้ฝึกคิดพิจารณาว่า "ทำไมถึงสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ" นั้น เป็น "เคล็ดที่ไม่ลับ" แต่เราไม่ค่อยทำกัน 
    •  ขอชมเชยและชื่นชมครับ นักเรียนทุกคนเล่นเก่งถึงขั้นสอนได้ ... ผมแนะนำว่า นักเรียนจะต้องฝึกออกแบบเกม หรือออกแบบสถานการณ์ที่สอนคล้องกับบริบทของเราเองบ้าง .... 
  • แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ก็ยังคง "ไม่พลาด" เรื่องน้ำยาล้างจาน ไปที่โรงเรียนไหน หายากยิ่งนักที่จะไม่พบว่า นักเรียนนำมาเสนอเป็นโครงงาน ....  ผมแนะนำว่าให้ลองใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ 8ส. เน้นปัญหาบูรณาการชีวิต ที่ต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้ (ลองอ่านที่นี่ครับ)
  • ส่วนฐานการเรียนรู้เรื่องอาเซียนและมรดกโลกนั้น ผมคิดว่าจะเพิ่งทำกันไม่นาน นักเรียนยังไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และถอดบทเรียนกันมากนัก เหมือนว่าผู้บริหารจะคิดว่าสามารถเตรียมนักเรียนนำเสนอให้ผ่านได้ ...แต่ไม่ใช่การประเมินเป็น ร.ร.ศรร.ปศพพ. แน่นอนครับ 
ขอเป็นกำลังใจครับ
โทรศัพท์มาคุยได้ที่ 0815499870  ครับ
อ.ต๋อย

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

เรียนรู้ "หลักการทรงงาน" จากทีวี ที่โรงแรมดีพร้อม ชัยภูมิ

วันนี้ได้มาพักที่โรงเรียนดีพร้อม ที่ตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิ  ทีวีช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ นำเทปบันทึกการกล่าวบรรยายเรื่อง "หลักการทรงงาน" ของ ศ.นพ.เกษฒ วัฒนชัย มาออนแอร์   ประเด็นต่อไปนี้ผมพยายามพิมพ์ตามทีท่านพูด.... อาจมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้อ่านครับ
  • ภูมิสังคม  คือนึกถึงภูมิประเทศ นิสัยใจคอ ของคนที่สถานที่นั้น 
  • ทำให้ง่าย แบบฟอร์มอะไรที่ไม่จำเป็น ก็ฉีกทิ้งบ้าง ขั้นตอนไหนไม่จำเป็นก็ยกเลิกบ้าง เหลือไว้เฉพาะที่่สำคัญ ให้ง่าย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล  ภาษิตจีนบอกว่า "ชีวิตที่รีบง่าย จึงจะทำเรื่องใหญ่ได้"  พระพุทธเจ้า  ไอน์สไตน์ มหาตมคานที .... ทรงโปรดให้ทำสิ่งยากให้เป็นเรื่องง่าย....  ผู้บริหารต้องทำสิ่งยากให้เป็นเรื่องง่าย ....อาจารย์ต้องทำสิ่งที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่าย.... ครั้งหนึ่งมีสำนักข่าวฝรั่งเศสมาถามท่านว่า ท่านมีหลักการทำงานอย่างไร ...ท่านตอบว่า ...Simplify....อดทนมุ่งมั่น  ไม่ว่าจะมีสุข ทุกข์ ต้องอดทน ไม่ตื่นเต้น หากเกิดปัญหาให้กระโดดเข้าใส่ปัญหา อย่างกลัวปัญหา 
  • กาแฟต้นเดียว.... แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น ท่านทรงแนะนำให้เขามาปลูกกาแฟ แต่กาแฟที่ปลูกตายหมด เหลือเพียงต้นเดียว ท่านทรงให้กำลังใจ เสด็จเข้าไปเยี่ยมแม้จะเหลือกาแฟเพียงต้นเดียว... ปีต่อมา ชาวเขาเหล่านั้นมีรายได้จากการขายกาแฟมากกว่าการปลูกฝิ่นขายเสียอีก ..
  • อ่อนน้อม ถ่อมตน ประหยัด  ... หม่อมหลวงปนัดดา อ่อนน้อมถ่อมตน ... เช่นนาฬิกาไม่จำเป็นต้องราคาแพง เพียงแต่สำคัญว่าบอกเวลา  .... ทรงอ่อนน้อมมาก ทุกครั้งที่เข้าหาพสกนิกรจะทรงอ่อนน้อมตัวลงอย่างถ่อมพระกาย...ทรงประหยัด
  • ใช้ธรรมชาติ ... ประยุกต์ใช้สิื่ง
  • คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม  คิดให้ดีให้ลึกซึ้ง  คำนึงถึงส่วนรวม และต้องช่วยเหลือคนส่วนน้อยที่เสียสละอย่างเด็มที่ 
  • รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย...ทุกครั้งที่ทรงงานกับชาวบ้าน ทรงทำประชาพิจารณ์แบบเรียบง่าย... ทรงอธิบายเหตุผล แล้วทรงถามความสมัครใจ แล้วให้ตกลงกันระหว่างที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ 
  • เข้าใจความต้องการของประชาชน 
  • เราจะช่วยเขาเพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป ..... โครงการหลวงปี 2512  ท่านทรงมอบหลักทรงงานให้ชาวเขา  4 ข้อคือ เร็วๆ เข้า ลดขั้นตอน ช่วยเขาให้ช่วยตนเอง และปิดทองหลังพระ
  • ระเบิดจากข้างใน   หมายถึง การทำสิ่งใดต้องสร้างฐาน สร้างความเข้มเข็งที่เราพัฒนาก่อน ให้เขาเข้มแข็งก่อน  ไม่ใช่นำเข้า...
  • พึ่งตนเอง  ...พึงตนเองด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ  หมายถึง ..ยืนบนขาตนเอง ไม่ต้องยืมขาคนอื่นมาเดิน
  • เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน..
  • ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง...
  • ปลูกป่าในใจคน .... ทำอะไรต้องเห็นคุณค่า
  • ประหยัด เรียบง่าย ประโยชน์สูงสุด .... Input Process Output
  • รู้ รัก สามัคคี  รอบรู้เรื่องงานของตน  รักงาน  
  • เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ....  เข้าใจ เข้าถึง เป็น two-ways คือเข้าใจและเข้าถึงกันและกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับ เราเข้าใจเขาและทำให้เขาเข้าใจเราด้วย เราเข้าถึงเขาแล้ว ทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงเราด้วย เมื่อเข้าใจ เข้าถึงกันแล้วก็จะพัฒนาได้
  • ทำงานด้วยความสุข...ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขร่วมกันที่ได้จากการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
รายละเอียดทั้งหมด สดับรับชมได้ที่นี่ครับ


วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

FBL (Family-based Learning) ณ ชุมชนห้วยค้อมิตรภาพ ๒๐๖ ขอนแก่น

วันที่ 21 กรกฎาคม 2556 ผมมีโอกาสได้นอนพักในห้องเดียวกับ อ.ศุภมิต จาก โรงเรียนชุมชนห้วยค้อมิตรภาพที่ ๒๐๖ อ.พล จ.ขอนแก่น  ในขณะที่เราเดินทางมาร่วมกิจกรรมของมูลนิธิสยามกัมมาจล ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ผมตั้งคำถามว่า กับ อ.สนิต เพื่อนร่วมห้องนอนค้างด้วยกัน ว่า ห้วยค้อทำอย่างไรถึงได้เป็น ร.ร.ศรร.ปศพพ.  แล้วนั่งฟัง จับประเด็นได้ดังนี้ครับ

  • แต่ก่อนโน้น (ประมาณปี 2548) มูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย เข้ามาให้การสนับสนุนในโครงการ "ครอบครัวสาธิตชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน" เริ่มที่กลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัวของนักเรียนตั้งแต่ ป.1 - ม.3 ที่มีปัญหา 30 ครอบครัว บางครอบครัวจะมีพี่น้องหลายคน ส่วนใหญ่จะมีปัญหาพ่อแม่หย่าร้าง พ่อแม่เสียชีวิต จึงต้องอาศัยอยู่กับยาย (คิดเป็นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมด)  โดยมูลนิธิจะให้พันธุ์ปลาดุกครอบครัวละ 500 ตัว แม่ไก่พร้อมไข่ครอบครัวละ 5 ตัว และพันธุ์ผักต่างๆ และส่วนหนึ่งสนับสนุนบ่อกลางของโรงเรียนเพื่อเป็นอาหารกลางวันของนักเรียน คิดเป็นมูลค่าเพียง 30,000 บาท และแบ่งพื้นที่โรงเรียนออกเป็นส่วนเล็กๆ ให้แต่ครอบครัวดูแล  โครงการนี้ทำให้นักเรียนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีไข่ มีปลา และมีผักกินโดยไม่ต้องซื้อ และมีส่วนเหลือเอาไปขาย ทำให้เกิดอานิสงส์ทำให้ผู้ปกครองพอใจมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีที่ทำกิน ต้องทำอาชีพรับจ้าง ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมนี้ ทำให้ชาวบ้านดูแลใส่ใจ จนทำให้เกิดความต่อเนื่อง จนทำให้นักเรียนเกิดทักษะในการดำรงชีวิตแบบ พึ่งตนเอง 
  • ประมาณปี 2549 ผู้อำนวยการขณะนั้น มีความเห็นว่า บ่อปลาและเล้าไก่ที่เรียงรายอยู่ในบริเวณโรงเรียนนั้นทำให้ภูมิทัศน์สวยงาม และให้เหตุผลว่าบ่อน้ำนั้นไม่ปลอดภัยกับนักเรียน (ก่อนหน้านั้นไม่มีเด็กได้รับอันตรายใดๆ) จึงส้่งให้ถมดินเพื่อปลูกไม้ยืนต้น เหลือไว้เพียงบ่อกลางของโรงเรียน ในขณะที่โครงการ "ออยสการ์" ซึ่งได้รับความร่วมมือจากญุี่ปุ่น เข้ามาส่งเสริมให้ปลูกป่า โดยนำพันธุ์ไม้ยืนต้น เช่น ประดู ยูคาร์ ฯลฯ และสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัว จึงเกิดโครงการ "แม่ลูกผูกพันร่วมกันทำนา" โดยจัดให้มีกิจกรรมดำนาร่วมกันในตอนบ่ายของวันแม่ หลังจากที่เสร็จพิธีไหว้แม่ในตอนเช้า และจัดกิจกรรม "ดำวันแม่-เกี่ยววันพ่อ" เพื่อร่วมกันเก็บเกี่ยวข้าว นอกจากกิจกรรมนี้จะทำให้โรงเรียนได้ข้าวสำหรับโครงการอาหารกลางวันแล้ว ยังส่งผลให้เด็กๆ เกิดความผูกพันกับครอบครัวมากขึ้น  ถัดจากนาข้าว อ.เบญจมาศ (ครูแกนนำ) ยังพาเด็กปลูกดอกทานตะวัน วัตถุประสงค์สำคัญคือ ฝึกทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็ก นับแต่นั้น การปลูกข้าวและดอกทานตะวันกลายเป็น "ฐานการเรียนรู้" สำคัญของห้วยค้อฯ
  • ต้นปี 2550 ชาวบ้านไม่พอใจที่ ผอ.โรงเรียน กลบบ่อปลาและที่ดินทำกินที่แบ่งให้แต่ละครอบครัว กรรมการสถานศึกษาได้มาคุยกับทางโรงเรียน ได้ข้อสรุปให้ ผอ.ย้ายไปโรงเรียนใหม่ เป็นโอกาสให้ ผอ.สวัสดิ์ มะลาหอม ได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน ปศพพ. จนต่อมาได้กลายเป็น ร.ร.ศรร. ปศพพ. ในปี 2555
  • ปี 2551 หลังจากเปลี่ยนผู้อำนวยการ โครงการยุวเกษตร ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ สปก. เข้ามาให้การสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารเลี้ยงปลา 5,000 ตัว ให้พันธุ์ผักพันธุ์ผัก ส่งเสริมการปลูกผักในโรงเรียน 

 ตอนเช้าของวันที่ 22 ก.ค. ครูเบญจมาศ (ครูต้อย) ถือกระดาษ 6 แผ่น มาให้ผม บอกว่าเป็นการบ้านที่คุยกันเมื่อวาน ที่ผมเองก็พูดผ่านๆ ไม่คิดว่าท่านจะเขียน "เรื่องเล่า" มาให้ผมจริง ....  จึงถือโอกาสนำมาบันทึกไว้ที่นี่ครับ 

....โครงการ "ครอบครัวสาธิต" ชีววิถีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบ เกิดขึ้นเพราะข้าพเจ้าเห็นสภาพปัญหาความยากจนของนักเรียน รู้สึกสงสารเด็กๆ ที่ต้องขาดเรียนไปรับจ้างทำงานช่วยผู้ปกครอง หลังจากปรึกษาหารือกัน จึงดำเนินการขอทุนสนับสนุนและได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิศุภนิมิตร แห่งประเทศไทย เป็นพันธุ์ปลา แม่ไก่ไข่ และพันธุ์ผัก  โดยแบ่งพื้นที่ให้ครอบครัวละ 10x12 ตารางเมตร (ดังที่กล่าวไปแล้ว) แนวคิดคือ ให้ครอบครัวของนักเรียนมีส่วนร่วม และบริหารจัดการเป็นครอบครัว สิ่งที่ได้น้ำไปกินใช้ในครอบครัว ผลที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ปกครองพอใจมาก เมื่อท้องอิ่ม สมองก็เจริญเติบโต ทำให้ผู้ปกครองภาคภูมิใจในบุตร-หลานของตนเอง ส่งผลให้ผู้ปกครองและโรงเรียนมีความผูกพันกัน เกิดจิตสำนึกที่ดีต่อโรงเรียน พึ่งพาอาศัยกัน ปลูกฝังความรับผิดชอบและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างดียิ่งขึ้น....

....โครงการปลูกป่าลำน้ำห้วยค้อเขียวขจี ที่ได้รับงบได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ OILSCA ประเทศญี่ปุ่น ให้พันธุ์ไม้ต่างๆ  กอปรกับตอนนั้นกำลังดำเนินโครงการ ครอบครัวสุขสันต์ จึงได้จัดกิจกรรมให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองช่วยกันปลูกป่า ปลูกกล้วย ในวันวิสาฆบูชา.... เมื่อกล้วยให้ผลผลิต ก็นำมากินด้วยกัน แบ่งปันกัน เมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นก็จะเป็นสมบัติของส่วนรวม  โดยครูทุกคน ผู้ปกครอง และนักเรียนได้ร่วมกันดูแลรักษาร่วมกัน...

... กิจกรรมครอบครัวสุขสันต์ร่วมกันดำนา ซึ่งจัดขึ้นในวันแม่ของทุกๆ ปี   หลังจากการรำลึกถึงคุณแม่ ไหว้แม่ในตอนเช้า  กินข้าวร่วมกันในตอนเที่ยง จะมาช่วยกันดำนา (หน้าโรงเรียน) ผลผลิตนำเข้าโรงครัวของโรงเรียน ทำนาด้วยกัน กินด้วยกัน ทุกคนมีส่วนร่วมและมีความสุขร่วมกัน...

...ในการเรียนการสอน ครูทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผน PDCA ในกิจกรรม ครูให้ความรักนักเรียนเหมือนลูกหลาน ใช้คติร่วมกันว่า "สอนลูกตนเองอย่างไร ต้องสอนลูกคืนอื่นอย่างน้้น ลูกคนอื่นมาอยู่กับเรา ก็เหมือนลูกของเรา" ... จนในบางครั้งรู้สึกว่า เด็กๆ มาอยู่กับเรามากกว่าอยู่กับพ่อแม่เสียด้วยซ้ำไป... เมื่อเด็กๆ รักครู ครูรักเด็ก ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่คือบ้านหลังใหญ่ที่สุด ที่จะต้องดูแลร่วมกัน... เช่น 
  • กิจกรรมทำดูแลรักษาความสะอาดร่วมกัน แต่ละหมู่บ้าน แต่ละครอบครัว มีบริเวณรับผิดชอบร่วมกัน โดยที่ครูไม่ต้องควบคุมดูแล... 
  • กิจกรรมไปกลับปลอดภัย ให้พี่น้องแต่ละครอบครัวดูแลมารับส่งกัน โดยจะมีกิจกรรมเข้าแถวก่อนกลับบ้านทุกวัน  ให้พี่รับน้องกลับบ้าน กลับพร้อมกันทั้งครอบครัว
  • กิจกรรมหน้าเสาธง ให้มีการแบ่งภาระรับผิดชอบร่วมกัน หลังเคารพธงชาติ เป็นกิจกรรม "จิตศึกษา" โดยแต่ละระดับชั้นจะมีผู้นำในการทำกิจกรรม 
  • กิจกรรมเวรประจำในการเตรียมอาหารให้พอเพียงกับทุกคน ทุกคนรับประทานอาหารพร้อมกัน ทานข้าวหม้อเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงรักกัน หลังรับประทานอาหารก็ช่วยกันล้างจานชามภาชนะ  มีเวรประจำผลัดกันทำความสะอาด
  • กิจกรรมแปรงฟัน ให้พี่ ม.1- ม.3 ตรวจสอบความสะอาดเรียบร้อยให้น้อง ป.1-ป.6 ทุกวัน
...กิจกรรมค่ายครอบครัวลูกเสือพอเพียงร้อยเรียงสู่อาเซียน  บูรณาการระหว่างค่ายลูกเสือและค่ายส่งเสริมภาษาอังกฤษ โดยให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งครู ตัวแทนนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครอง ตั้งแต่มีส่วนในการวางแผน ร่วมเตรียมงาน และร่วมในวันงาน  ขั้นตอนหลักของค่าย มีดังนี้ 
    • ปลูกผักเอง วางแผนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการปลูกผัก โดยประมาณเวลาให้พอดีกับวันจัดค่าย "เมื่อผักโต เราจัดค่าย"
    • นอกจากกิจกรรมเดินทางไกล กิจกรรมรอบกองไฟ และฐานผจญภัยต่างๆ แล้ว ได้จัดให้มีงานวิชาการ ภาษาอังกฤษ ในลักษณะเป็น ฐานการเรียนรู้ในค่าย
    • แบ่งลูกเสือคละชั้น แต่ละกลุ่มมีพี่ ม.3 น้อง ม.1-2 ป.1-6  จัดให้มีภารกิจร่วมกัน ให้จัดเตรียมภาชนะเองในการรับประทานเนื้อย่างเกาหลีร่วมกัน เรียกว่า "อาหารคุณธรรม"  
    • ให้พี่สอนน้องทำเนื้อย่าง  ให้น้องกินให้อิ่มก่อน พี่ค่อยกินทีหลังพร้อมกับผู้ปกครอง
    • มากินกันทั้งหมู่บ้าน แต่ละครอบครัวรับลูก ป.1-3 กลับบ้านหลังเลิกกิจกรรมรอบกองไฟ
    • ให้นักเรียนได้ "ถอดบทเรียนร่วมกัน" พบว่าผู้ปกครองพึงพอใจมาก 
...กิจกรรม "ห้วยค้อโรงเรียนที่ฉันรัก" เพื่อส่งเสริมจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อม และปลูกฝังให้รักโรงเรียนและชุมชนของตนเอง โดยจัดให้ครอบครัวเดียวกันและบ้านใกล้กันรับผิดชอบบริเวณเดียวกัน กวาดใบไม้มากองรวมกันก่อนนำไปทำปุ๋ยหมักใส่ต้นไม้ เรียกว่า "เศรษฐีใบไม้"

...กิจกรรม  "ดอกทานตะวันบานที่บ้านห้วยค้อ"  หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ทุกคนจะได้ปลูกดอกทานตะวัน ดูแลรักษา นำไร่ทานตะวันไปบูรณาการกับการเรียนการสอนในลักษณะฐานการเรียนรู้บูรณาการ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 

 ท่านผู้อ่านบันทึกนี้ คงเห็น "ข้อความสี" ความหมายและความนัยของกิจกรรม "ฐานใจ" ทั้งหมดนั้น ทักทอสายใยรักของครอบครัว ทำให้โรงเรียนให้เป็น บ้านหลังใหญ่ นี่คือปัจจัยของความสำเร็จของ ผอ.และครูโรงเรียนชุมชนห้วยค้อมิตรภาพที่ ๒๐๖  ผมขออนุญาตเรียก รูปแบบการเรียนรู้โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้ว่า "การเรียนรู้ฐานครอบครัว" หรือ Family-based Learning หรือย่อเป็น FBL


(ตอนนี้ห้วยค้อฯ กำลังเขียนเรื่องเล่า หนังสือเล่มเล็ก อีกไม่นานเกินรอครับ)

การขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา: อีสานตอนบน_45 : เวที ผอ.+ รองวิชาการ ลลปรร. "มองตนเอง มองครู เรียนรู้จากพี่เลี้ยง"

วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2556  ทีมขับเคลื่อน ปศพพ. อีสานตอนบน จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) การขับเคลื่อน ปศพพ.พศ. (ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา)  บันทึกนี้เขียนต่อจากบันทึกแรก อ่านได้ที่นี่ครับ 

ถอดบทเรียนตนเอง "คิดแบบอ่างน้ำ" 
หลังเบรคเช้า เรากลับมาทำกิจกรรม "มองเพื่อนครู" ด้วยวิธีการคิดเชิงระบบ "คิดแบบอ่างน้ำ"  (ผมเรียนรู้มาจาก อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ อ่านได้ที่นี่ครับ)... แต่ไม่ได้นำ การ "คิดแบบอ่างน้ำ" มาใช้ตรงๆ แต่นำมา "พาคิด" ให้ครูได้ "ฝึกคิดแบบอ่างน้ำ" โดยใช้กิจกรรม "กระดาษ 4 พับ จับจุด" ดังนี้ครับ 




  • พับกระดาษออกเป็น 4 คอลัมน์ 3 แถว แล้วให้ทุกคนคิดและเขียน ตาม "คำถาม" ดังนี้ 
    • เริ่มจากชวนให้ทุกท่านจินตนาการถึง "หน้าของครู" ที่โรงเรียนของตนเองทีละคนๆ  จินตนาการให้เห็นภาพ (กระบวนกรต้องไม่เร่งรีบ ค่อยๆ นำให้ทุกคนจินตนาการเห็นภาพจริงๆ) สังเกตความรู้สึกของตนเองเมื่อเห็นมโนภาพของครูแต่ละคนๆ
    • แล้วให้ครูลองทดลองแบ่งหมวดหมู่ครูออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ครูที่ "ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทำ"  "ไม่เข้าใจ แต่ยังช่วยทำ" และ "ทั้งเข้าใจ และลงมือทำ"  แล้วเติมชื่อ (ในกรณีที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใส่เป็นสัญลักษณ์ รหัส หรือตัวย่อได้) ยองครูแต่ละประเภทลงในแต่ละแถว ในคอลัมน์ที่ 2 ดังรูปด้านบน
    • คอลัมน์ที่ 3 ให้เติมพฤติกรรมของครูในแต่ละแถว 
    • กลับมา คอลัมน์ที่ 1 ให้เขียนถึง สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้ครูในคอลัมน์ที่ 2 มีพฤติกรรมตามคอลัมน์ที่ 3
    • (เช่นเดิมครับ) คอลัมน์ที่ 4 เป็นหน้าที่ของเพื่อนๆ กัลยาณมิตร  โดยยึ่นไปข้างๆ รอบๆ ให้เพื่อนคิดและเขียน ถึง แนวทางการ "ดำเนินการ" เพื่อให้ดีขึ้น สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ให้ดีขึ้นยิ่งไปอีก 
  • ความจริง "กระดาษสี่พับ จับจุด" มีเป้าประสงค์สำคัญคือ ช่วยกันสำรวจว่า ใครคือครูแกนนำ (เข้าใจ และทำ) ใครคือครูกลุ่มเป้าหมายที่ต้องขยายผล (ไม่เข้าใจแต่ช่วยทำ) และใครคือครูที่ไม่เข้าใจและไม่ทำ (ถ้าเข้าใจจริงต้องทำแน่ ที่ไม่ทำเพราะไม่เข้าใจ) กลุ่มสุดท้ายยิ่งต้องหาวิธีการจำเพาะ ไม่ควรทอดทิ้ง.....แต่กลับต้องใช้ความจริงใจและให้โอกาส 

  • เราพับเก็บ "กระดาษ 4 พับ" ไว้ชั่วคราว แล้วทำกิจกรรม "ผู้นำสี่ทิศ" หรือ "สัตว์สี่ทิศ" อ่านรายละเอียดการดำเนินกิจกรรมที่นี่ครับ 
  • ภาคบ่าย เน้นการ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" และ "ปรึกษาหารือ" ระหว่างโรงเรียน "พี่เลี้ยง" และโรงเรียนในความดูแลของพี่เลี้ยง  โดยการแบ่งกลุ่มแยกโรงเรียน ศรร.ปศพพ. คือ "พี่เลี้ยงแยกกัน"  และมุ่งให้ได้แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กันกับโรงเรียนในเครือข่ายของตนเอง 




  • BAR ของกิจกรรม ลปรร. กลุ่มตอนบ่ายนี้ ที่สำคัญคือ นำสิ่งที่ได้ทำดำเนินมาตั้งแต่ตอนภาคเช้า 3 อย่างมา เป็นเครื่องมือในการคิดพิจารณาร่วมกัน อันได้แก่ รูปแบบการขับเคลื่อนของโรงเรียนที่เตรียมมาจากบ้าน การสำรวจ "สต็อก" ครูว่า ที่มีอยู่เป็นลักษณะใดกลุ่มใดใครบ้าง และการพิจารณาคุณลักษณะนิสัยของทั้งตนเองและของโครงด้วยกิจกรรมสัตว์สี่ทิศ.... แต่เท่าที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการแลกเปลี่ยน กิจกรรมสัตว์สี่ทิศยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาคิดร่วมด้วย อาจเป็นเพราะตอนภาคเช้าเร่งกิจกรรม "แน่นเกิน"  แต่ที่ดีมากๆ คือ การแลกเปลี่ยนกันอย่างไรไร้รูปแบบ ภาษาพื้นถิ่นเราเรียกว่า "โสเหล่" เอาสิ่งที่ทำแล้วเป็นปัญหามาว่ากันจริงๆ ...สำหรับกระบวนกรแล้ว นั่นคือสิ่งที่ดีครับ 
  • ผมสังเกตว่า มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันมาก  คือเราชอบและมักคุยกัน "ปากเปล่า" เราชอบสนทนาเล่าเรื่อง แต่เราไม่ค่อย "เขียนเรื่อง" ให้คนอ่าน ... ความจริงคือเรายังไม่ชอบอ่าน....สิ่งนี้ไม่ใช่งานเล็ก เป็นงานปฏิรูปประเทศทีเดียวครับ....ทำให้เด็กไทยรักการอ่าน ..
(มีต่อบันทึกต่อไปครับ)









วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา: อีสานตอนบน_44 : เวที ผอ.+ รองวิชาการ ลลปรร. "ปศศพ. ไม่ใช่งานเพิ่ม"

วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2556  ทีมขับเคลื่อน ปศพพ. อีสานตอนบน จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) การขับเคลื่อน ปศพพ.พศ. (ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา) กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผอ.ฝ่ายวิชาการของโรงเรียนทั่วอีสานที่อยู่ในโครงการขับเคลื่อนฯ ของมูลนิธิสยามกัมมาจล จำนวน 46 โรงเรียน (จากทั้งหมด 54 โรงเรียน)

เป้าหมายสำคัญของทีมขับเคลื่อนฯ ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ 3 ประการ ได้แก่
  • เพื่อให้ทุกโรงเรียนได้ "ถอดบทเรียนตนเอง"
  • เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ขับเคลื่อนของผู้บริหาร
  • เพื่อให้ผู้บริหารทุกโรงเรียน รู้ Concept ที่มักเข้าใจผิด และตระหนักว่า "ปศพพ.พศ. ไม่ใช่ภาระเพิ่ม"
เวทีนี้เราได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ผู้อำนวยการสำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาเป็นประธานเปิดงาน ท่านเล่าเรื่อง "5 บาป การศึกษาไทย" ที่ท่านได้ฟังมาจาก ศ.ดร.ไพฑูรย์ ศิลารัตน์ ผมนำเรื่องนี้มาเขียนตีความที่นี่ครับ 

ผมเริ่มด้วยการ "เล่าเรื่อง" ประสบการณ์ขับเคลื่อนของตนเอง ก่อนจะอธิบายภาพรวมกิจกรรมทั้งหมดต่อไป ดังนี้ครับ


การขับเคลื่อน ปศพพ. ในเขตพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครฯ พบว่า มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ ปศพพ.พศ. คือ

  • การจัดการเรียนรู้บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ถือว่าเป็นภาระงานของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา เนื่องจากเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของสาระเศรษฐศาสตร์
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการประหยัดอดออมและเกษตรทฤษฎีใหม่
ผมเสนอในที่ประชุมว่า โรงเรียนในโครงการฯ ในพื้นที่ของเรา ไม่มีปัญหาในมโนทัศน์ 2 ข้อนี้ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อสังเกตเป็นมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ดังนี้
  •  การมองว่างานขับเคลื่อน ปศพพ. เป็นงานเพิ่มเติมจากงานหลัก เช่น คิดว่าเป็นงานที่ ผอ.รับมา เป็นงานตามนโยบายเพิ่มเติมของนักการเมือง  หรือบางท่านเป็นมุมมองที่ดีว่า เป็นโครงการเพื่อในหลวง ทำเพื่อเทิดพระเกียรติ ....  ความจริงแล้วในหลวงทำเพื่อเรา.....  ท่านพระราชทานหลักปศศพ. ที่เป็น "หลักคิด" เพื่อให้เรา (ในทีนี้คือเด็กๆ) "คิดเป็น" ปศพพ.ที่เป็น "หลักปฏิบัติ" เพื่อให้เด็ก "ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น"  ปศพพ.ที่มีเงื่อนไขคุณธรรม เพื่อให้เด็กเป็นคนดี คนมีความสุข เหล่านี้ก็คือ เป้าหมายของหลักสูตรแกนกลาง ที่เป็นหน้าที่หลักของครู ..... เห็นไหมครับว่าไม่ใช่งานเพิ่ม 
  • อีกประเด็นสำคัญ คือ ผมรู้สึกว่าหลายคนยังมีความเห็นว่า สามารถ "จัดเตรียม" หรือ "เตรียมเด็ก" เพื่อรอรับการประเมินฯ ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น....แต่ความจริง ค่า "อุปนิสัย" ในคำว่า "อุปนิสัยพอเพียง" ที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่อยากให้เกิดเห็นในตัวเด็กนั้น แสดงชัดว่า เป็นสิ่งที่ต้องบ่มเพาะ ปลูกฝังเป็นระยะเวลานาน
  • มีข้อสังเกตว่า หากแบ่งระดับความสำเร็จออกเป็น 3 ระดับ คือ 
    • ขั้นการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนซึ่งปกติจะ "เน้นเนื้อหา" การขับเคลื่อนจึงต้องใช้วิธีการ "สอดแทรก" เข้าไปในกิจกรรมการจัดการเรียนรู้  ซึ่งจะทำให้นักเรียนรู้และเข้าใจในหลัก ปศพพ. เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    • ขั้น "กิจกรรม" หมายถึง การจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียนทุกๆ กิจกรรม เช่น กิจกรรมชุมนุม โฮมรูม ชมรม ลูกเสือ-เนตรนารี ฐานการเรียนรู้ การจัดทำแหล่งเรียนรู้ ฯลฯ สิ่งสำคัญไม่ใช่ "เนื้อหา" และทั้งยังไม่ใช่เพียง "ทักษะการทำงาน" หรือ "ทักษะชีวิต" เท่านั้น แต่เป็นการ ฝึกกระบวนการเรียนรู้ ให้เกิด "ทักษะการเรียนรู้" เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ ได้ด้วยตนเอง  หากได้เพียงเนื้อหาหรือทักษะเฉพาะด้าน ก็เรียกว่าไม่ผ่าน "ขั้นกิจกรรม" ครับ
    • ขั้นนำไปปฏิบัติกับตนเองในชีวิตจริง ขั้นนี้จุดสร้าง "อุปนิสัย" เพราะต้องฝึก "นิสัยพอเพียง"  เช่น คิดเป็นเหตุเป็นผลเป็นนิสัย คิดวางแผนเป็นนิสัย คิดรอบคอบเป็นนิสัย ทำอย่างระวัง และรอบคอบ ตรวจสอบประเมินตน ฝึกฝน พัฒนา เรียนรู้อยู่เสมอ ฯลฯ 
  • ผมเรียนที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่ไปหลายโรงเรียน สิ่งที่พบมากคือ "กำแพง" กำแพงระหว่าง "กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน" กับ "กิจกรรมเสริมในโรงเรียน" กับ "การดำเนินชีวิตจริง" อ่านเรื่องนี้ที่นี่  
  • สุดท้าย "ทักษะในศตวรรษที่ 21" คือก้าวสำคัญที่เรากำลังจะเดินไป โดยน้อมใจนำ ปศพพ. มาใช้ในการขับเคลื่อนฯ


ภาพรวมของการ ลปรร. คือ "ถอดบทเรียน รูปแบบการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน และแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ฉันกัลยาณมิตร"


พิธีเปิดวันนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ท่านเล่าเรื่อง 5 บาปทางการศึกษา ผมเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ที่นี่ครับ 





ถอดบทเรียนตนเอง "รูปแบบการขับเคลื่อน ปศพพ.ในโรงเรียน"

กระบวนการที่ออกแบบไว้ จำเป็นต้องให้ แต่ละโรงเรียนได้เตรียม กระดาษคลิปชาร์ทนำเสนอ "รูปแบบการขับเคลื่อน ปศพพ." ของตนเองมา ..... นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้วิธีนี้ ผมคิดว่า วิธีนี้อาจจะใช้ได้เฉพาะกับโรงเรียนพอเพียง ที่คนส่วนใหญ่พอเพียง "รับผิดชอบสูง"  การมอบหมายงานล่วงหน้า ก่อนเดินทางมา "อบรม" แบบนี้ หากไม่พอเพียงจะรู้สึกว่า "เพิ่มงาน" ทันที .... แต่วันนี้แทบจะไม่มีแบบนั้นเลยครับ 
  • เมื่อแต่ละท่านลงทะเบียนเสร็จ เราจะเชิญให้นำ "คลิปชาร์ท รูปแบบการขับเคลื่อน" ของโรงเรียน ไปติดตามผนัง "ข้างฝา" โดยให้เดินหาป้ายชื่อโรงเรียนของตน ....จากจำนวน 54 ป้ายโรงเรียน เหมือนดูจะหายาก แต่ความจริงไม่เลยครับ เราแยกประถมศึกษาและขยายโอกาสไว้ "ข้างฝา" ด้านหนึ่ง ส่วนมัธยมศึกษาอยู่ "ข้างฝา" อีกด้าน
  • เทคนิคคือ แบ่งกลุ่มโรงเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1, 2 เป็นระดับประถมฯ กลุ่มที่ 3, 4 เป็นระดับมัธยมฯ  แบ่งการแลกเปลี่ยนออกเป็น 3 ช่วงเวลา 2 ขยักคือ "คุยคู่" กับ "คุยอิสระ" ดังนี้ 
    • ช่วยแรกคือ "คุยคู่" ในที่นี้หมายถึง คู่โรงเรียน ให้โรงเรียนที่คลิปชาร์ทถัดกันจับคู่กัน ช่วงแรก (ประมาณ 15 นาที) ให้กลุ่มที่ 1 และ 3 เป็นผู้ยืนประจำคลิปชาร์ทของตน นำเสนอรูปแบบการขับเคลื่อนของตนให้คู่จากกลุ่มที่ 3, 4 ฟัง 
    • ช่วงที่ 2 (ประมาณ 15 นาที) สลับให้กลุ่มที่ 3, 4, เป็นผู้นำเสนอรูปแบบการขับเคลื่อนฯ ให้กลุ่ม 1,2 ฟังบ้าง 
    • ช่วงสุดท้าย (ประมาณ 30 นาที) เปิดฟรีอิสระ ให้สามารถเดิน Shopping ความรู้จากโรงเรียนที่่อยากดูอยากเห็น กันอย่างอิสระ 
กิจกรรมแลกเปลี่ยนแบบนี้ ไม่ควรประกาศตายตัว "ติดรูปแบบ ติดเวลา" ว่า "...หมดเวลาแล้วครับ ..." หรืออะไรแบบนั้น เพราะความจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่กำลังติดคลิปชาร์ทโน่นแล้ว....




 ดูรูปทั้งหมดที่นี่ครับ 

(ต่อบันทึกต่อไปครับ)

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ร่วมเสริมสร้างพลัง ร.ร.ศรร.ปศพพ. ณ กาญจนบุรี 21-24 ก.ค. ปี 2556

วันที่ 21-24 นี้ ผมร่วมเดินทางมากับตัวแทนโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ร.ร.ศรร.ปศพพ.) เพื่อมาร่วมงาน "การประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา" จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ .... ขออนุโมทนาบุญกับทางมูลนิธิฯ ไว้ ณ ที่นี่อีกครั้งครับ

ผมเดินทางกับ แม่วิไลวรรณ ครูวิลาวรรณ ผอ.สวัสดิ์ ครูมณีรัตน์ ครูเบญจมาศ ครูสุนิต และครูลักขณา รวม 8 คน เดินทางถึง คำแสดรีสอร์ท รีเวอร์แคว์ ต.รากหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เวลา 16:00 น. พอดีๆ ซึ่งนับว่านานพอดูสำหรับการออกแต่เช้าตรู่ตอนตี 4 ที่วัดป่าเรไรฯ 

วันที่ 21 ก.ค. 2556

ระหว่างที่รอการเริ่มต้น อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ผมได้รับโอกาสให้ทำ ice breaking แบบที่ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ผมวิเคราะห์ทันทีว่า อ.ศศินี และท่าน ต้องการให้รู้จักกันก่อนเล็กน้อย เลยออกแบบและดำเนินกิจกรรมดังนี้ครับ
  • เรียนเชิญทุกท่าน "เดินแบบพอประมาณ" เชิญชวนให้ทุกคนออกมาเดินกลางวง ตามแต่ใจจะพาเดินไปในทางทิศใด ไปด้วยความเร็วที่ไม่ได้บอก หลังจากให้บอกให้หยุดก็ให้ทักทายกับเพื่อนที่ใกล้ที่สุด ...ซึ่งประโยคหลังนี้ไม่จำเป็นที่จะต้อง 
  • แล้วให้เดินต่อไป->หยุด->จับคู่->ให้ถามถึงการเดินทาง 
  • แล้วให้เดินต่อไป->เดิน-> จับคู่แล้วแล้วให้จับมือกัน มือซ้ายจับมือขวา มือขวาจับมือซ้าย หันหน้าเข้าหากัน แล้วสังเกตความรู้สึกว่า อุณหภูมิในมือของเพื่อนอุ่นกว่าหรือเย็นกว่ามือเรา  
  • แล้วเดินต่อ->หยุด->จับคู่แล้วสังส่งสัญญาณไปยังมือซ้าย อาจเป็นการบีบมือ เมื่อได้รับสัญญาณแล้ว ให้ส่งสัญญาณนั้นกลับไปทางมือขวา วนไปเรื่อยๆ โดยให้สัญญาณมีระยะห่างประมาณครึ่งวินาที แล้วค่อยเพิ่มความเร็วเพิ่มขึ้้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งจึงให้สัญญาณหยุด 
  • แล้วเดินต่อไป แต่คราวนี้ให้เดินโดยไม่หายใจ คือให้กลั้นลมหายใจ (ผมดัดแปลงจากกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาของมหิดลที่ได้เรียนรู้ตอนไปร่วมกับมูลนิธิสดศรี) จนกว่าจะเดินกลับมายืนที่เดิม .... ผมสังเกตเห็นครูหลายคนต้องวิ่งกลับไปยังจุดเดิม และถอดลมหายใจแรงเมื่อเริ่มหายใจ 
  • แล้วให้เดินต่อ ให้ทดลองทำเดินแบบเดิมอีกครั้ง แต่ก่อนจะออกเดิน ได้กำหนดเงื่อนไขว่า ให้เดินด้วยความเร็วคงที่ เดินไปให้ได้ระยะทางไกลที่สุด และให้กลับมาที่เดิมด้วยเวลาที่เหมาะสมเหมาะเจาะพอดี.... ผมสังเกตว่า หลายท่านวางแผนการเดินแบบต่างๆ แตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะเดินเป็นวงกลม มีบางท่านที่วางแผนเดินไปข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าว แต่เดินก้าวช้าๆ
  • ให้เดินเป็นครั้งสุดท้าย คราวนี้ผมเชื่อมโยงมายังหลักพื้นฐานของ ปศพพ. ด้านความพอประมาณกับตนเอง ซึ่งต้องวางแผนให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ออกแบบและประมาณเส้นทางการเดินของตนเอง ศักยภาพในการกลั้นลมหายใจของตนเอง และความเร็วในการเดินซึ่งต้องเกี่ยวกับการประมาณระยะเวลาในการเดิน 
  • จากนั้นให้เดินไปอย่างอิสระ สักครู่ก็ให้มองต่ำลง และสุดท้ายให้มองไปที่ส้นเท้าของคนข้างหน้า แล้ว 
  • หลังจากที่ให้กลับไปนั่งที่เดิม ผมตั้งคำถามว่า "มีใครสังเกตเห็น ว่าพวกเราเดินเป็นวงกลมไหมครับ"  ทำไมเราจึงเดินเป็นวงกลม  มีครูคนหนึ่งตอบว่า เพราะห้องเป็นวงกลม .... ผมเชื่อมโยงสู่กระแสสังคมทันที  อีกคำถามหนึ่งคือ "มีใคร เห็นไหมครับว่าเราเดินกันเป็นแถว มีใครตอบได้ไหมครับว่า ทำไมเราถึงเดินเป็นแถว"  ผมได้ยินเสียงตอบบ้างแต่ไม่ดังนัก เนื่องจากเวลาไม่มีมากนัก ผมรีบสรุปไปถึง การทำตามหน้าที่ของตนเอง การรับผิดชอบต่อหน้าที่ตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่การทำตามโดยไม่ได้คิด ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าถูกหรือผิดนั้นไม่ดี ปศพพ. จะแก้ปัญหานี้ทั้งหมด
  • ผมสรุปสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งสั้นๆ ก่อนจะคืนไมค์ให้ ท่านอาจารย์ศศินี

เรื่องเล่าจากคุณเอ๋ หลานเจ้าของคำเสดรีสอร์ท รีเวอร์ไซด์
  • ปี 2540 คำแสดเจอวิกฤตฟองสบู่ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก  
  • ศึกษาตัวเองพบว่า ค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองมากที่สุดคือ "พลังงาน"  พิจารณาตนเอง พบว่า เรามีเศษอาหารเยอะมาก และเจอปัญหากลิ่นเหม็น 
  • จึงเริ่มผลิต แก๊สจากเศษอาหาร เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดเศษอาหาร ลงทุนไปจำนวนหนึ่ง ...จำไม่ได้... แต่สามารถคืนทุนได้ภายใน 3 ปี
  • ต่อมาเริ่มผลิต "แก๊สชีวมวล"
  • ตอนนี้ เราเอาขยะทุกส่วนของเรา มาแยกแล้วขาย เช่น พลาสติก ขวดแก้ว สายไฟ ฯลฯ  เราจ้างคน 2 คน เพื่อจัดการเรื่องนี้ และสามารถจ่ายเงินเดือนให้สองคนนี้  (ได้เป็นหลักหมื่นต่อเดือน)
  • ทุกวันนี้เราปลูกผักเอง 
  • สรุปว่า...   เราเริ่มจาก เราดูตัวเราเองก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร....
  • ทุกวันนี้ เราเลี้ยงวัวควายที่นี่ เราได้วัวควายจากการไปไถ่ชีวิต  ..... ท่านรู้ไหมว่า วัวควายที่เราไถ่ชีวิตมาไปไหน ? ท่านมั่นใจได้ไงว่า เขาจะไม่รีไซเคิล อีก.....  เราไปไถ่วัวควายมาแล้วเอามาเลี้ยง ... เลี้ยงจนตาย....  แต่เรามีค่าใช้จ่าย
กิจกรรม Design Thinking
  • ให้ปั้นดินน้ำมันแทน "ความแตกต่าง" ของ timeline ที่เตรียมมาจากบ้าน และ timeline ที่ทำกันสดๆ จากกิจกรรมทำ timeline โดยเริ่มให้ปั้นส่วนตัวก่อน ใช้มือคิด อย่าใช้หัวคิด ใช้เวลาระยะหนึ่ง
  • แล้วให้อธิบายผลงานของตนเอง ต่อเพื่อนๆ 
  • ก่อนจะเอาผลงานเดี่ยว มารวมกันแบบ "ร่วมกัน" ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ นำสิ่งที่ค้นพบร่วมกันมาแสดงผ่านสัญญลักษณ์ ด้วยการเขียน "ประโยคเด่นที่เน้นให้สั้นและจุดประกายความคิด" 
  • แล้วนำไปวางรวมกันที่กลางห้อง แล้วลองให้ "สะท้อนความรู้สึก และข้อคิด" 
กิจกรรมแลกเปลี่ยน "กรณีตัวอย่าง"  คนที่ถูกเลือก คือ ผอ.จุฬภรณ์เฉลิมพระเกียรติ อ.ปนัดดา จากดาราวิทยาลัย และ อ.สถาพร จากรัชดา

อ.สถาพร บอกว่า
  • ผมเข้าโครงการนี้ตอน ม. 3 ตอนที่เรียนอยู่ โรงเรียนห้วยยอด
  • ผมพบว่า ความหมายจริงๆ เกิดจากการลงมือทำ จากการลงมือทำด้วยตนเอง และลงมือทำร่วมกับคนอื่นด้วย 
  • ผมคิดว่าการนำหลัก ปศพพ. มาใช้จะทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ คนที่สมบูรณ์คือคนที่ตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ตัดสินใจด้วยอารมณ์  
  • นั่นคือฝึกนิสัย หรือฝึก "สันดาน" ให้ดีนั่นเอง 
  • สาเหตุที่ทำให้ "เด็กตรัง" ดุจัง ....  เพราะว่า เด็กไม่มีพื้นที่ในการแสดงออก เพราะผู้ใหญ่ไปจำกัดขอบเขต เช่น ไปตั้งด่านตรวจตามถนน จำกัดสิทธิ์ในการแสดงออกในพื้นที่ๆ ควรจะเป็น
  • เช่น กรณีเด็กต่อยกัน ผมไม่ได้ตีครับ...  ต่อยกันไปทำไม เราก็เจ็บ เขาก็เจ็บ ต่อยแล้วทำให้ผู้ใหญ่เดือนร้อนอีก....ถอดบทเรียนจนเข้าใจ ก็จะไม่ตีกันเอง.....
อ.ปนัดดา
  • สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดคือ นักเรียนในห้องที่เราสอนเกิดหลักคิดที่ดี แม้ว่าจะอยู่ในสังคมเมืองที่นักเรียนหลากหลายทั้งทางฐานะและอุปนิสัย 
  • แท้ที่จริงแล้ว ...  หลักปรัชญาคือการนำหลักคิดไปสอน ... โดยที่ครูใช้นวัตกรรมคือ "คำถาม" ...
  • อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกุญแจ คือ "เพื่อนช่วยเพื่อน" 
  • และที่สำคัญมากๆ อย่างหนึ่งก็คือ กระบวนการ "ถอดบทเรียน" 
  • โจทย์ต่อไปคือต้อง ขับเคลื่อนสู่ "นักเรียนแกนนำ" ทั้งแกนนำหลัก แกนนำร่วม และแกนนำรอง ทำงานประสานกันแบบกลมกลืน  ....  ที่นี่มีนักเรียนตั้ง 6,000 กว่าคน 
  • สิ่งที่ภูมิใจมากอีกอย่างคือ เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่ง ที่ตอนแรกต้องการโทรศัพท์ไอโฟน แต่ตอนหลังไปบอกแม่ว่า ใช้โทรศัพท์เก่าของแม่ก็ได้ เพราะต้องการเพียงแค่นำมาโทรตอบรับกันเท่านั้น 
  • เราได้คำนึงถึงเด็ก ศักยภาพของเด็กๆ เป็นหลัก เช่น โครงการ
ผอ.สุภา
  • เราเน้นที่ใจ เมื่อมีใจ และร่วมใจ เราก็สามารถขับเคลื่อนสู่เด็กได้ทุกรูปแบบ
  • โรเรียนเรามีนักเรียนประมาณ 750 โรงเรียน 
จากนั้น อ.ชัยวัฒน์ ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เล่าเรื่องความภาคภูมิใจของตนเองในกลุ่มย่อยๆ ละ 5 คน
หลังรับประทานอาหารว่าง   กลับมาทำกิจกรรมลักษณะเดียวกัน แต่เปลี่ยนโจทย์เป็น "ความท้าทายอะไรที่เหลืออยู่"

วันที่ 23 กรกฎาคม  2556
  • อ.ชัยวัฒน์ เริ่มด้วยการนำสู่สมาธิ 5 นาที 
  • แล้วพูดถึงข่าวนักแบตมินตัน 2 คน ต่อยกันกลางสนาม ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทยสมัยนี้  .... แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร และชื่อเสียงประเทศจะเป็นอย่างไร 
  • แล้วต่อด้วยข่าวอธิการบดี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สั่งให้แก้เกรดของลูกชาย  
  • ท่านเน้นย้ำคำของไอสน์ไตน์อีกครังคือ "เราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยระดับการคิดเดียวกับการคิดที่ทำให้เกิดปัญหานั้น
  • เราอาจแบ่งจิตออกเป็น 2 ระดับ คือ Ordinary Mind คือจิตธรรมดา กับ และ Brighthend Mind  โพธิจิต ซึ่ง Insight หยั่งรู้ หยั่งเห็น ปิ๊งแว๊บ หรือ Intuitive คือ เชาว์ปัญญา
  • หรืออาจแบ่ง 2 อย่างได้คือ Active Mind และ Quite Mind
  • AAR เกิดในสนามรบ โดย พ.อ. Hal Moore ในขณะที่ไปทำภารกิจ โดยตั้งคำถามกับผู้ปฏิบัติงาน (ระดับหัวหน้า) ว่า มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?   อะไรจะเกิดขึ้นอีก? และ  เราจะทำอย่างไรได้บ้าง?
  •  ท่านพูดสรุปเชื่อมต่อกิจกรรมการสนทนาทั้งสองวันที่ผ่านมว่า การทำงานเป็นทีม การสนทนาอย่างผ่อนคลาย จะเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญต่อไป 
  • ทุกอย่างต้องดูงดงามเสมอ ....ท่านพูดขณะที่ครูกำลังจัดกลุ่มกันเอง 
สุนทรียสนทนา 9:30-
กลุ่มที่ผมเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ มีสมาชิก 5 คน (ไม่รวมตนเอง) มี อ.ปนัดดา จาก ร.ร. ดาราวิทยาลัย  อ.สุชาดา จาก ร.ร. บ้านคลองยาว อ.ประสงค์ จาก ร.ร.หนองบัวแดง อ.นิตยา จาก ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ที่ 55
  • อ.ชัยวัฒน์ พูดให้ทุกคนสัมผัส "สนามพลัง" จากการจัดบรรยากาศ 
  • ให้เอาปากกาด้ามหนึ่งวางไว้กลางวง เป็น คาถาอาญาสิทธิ์  ผู้ถือปากกาเป็นผู้พูด วัตถุประสงค์คือ จะสโลว์ดาวน์ การพูดช้าลง ให้มันสงบลง ซึ่งจะช่วยให้การพูดออกมาจากความรู้สึก
  • ผู้ฟังพยายามฟังให้ได้มากกว่าภาษา 
  • ผู้พูดให้รู้สังเกตตนเองตนเอง 
  • เมื่อพูดแล้ว อย่ายื่นให้คนอื่น แต่วางกลับไปไว้ตรงกลาง 
  • หลังจากที่เพื่อนวางปากกา อย่าหยิบปากกาทันที ให้ทิ้งเวลาสักครึ่งนาทีก่อน 
เริ่มการสนทนา ผมเข้ากลุ่มเพื่อทำหน้าที่เป็น Note Taker ครั้งแรกในชีวิต บันทึกได้ดังนี้ครับ
  • อ.ปนัดดา ประทับใจกิจกรรม design thinking ผ่านการปั้นดินน้ำมัน ซึ่งสามารถทำให้ทุกคนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองได้โดยอิสระ และ เมื่อนำมารวมกันก็จะเกิดการรวบรวมความคิดในมุมคิดที่ผิดแผกสร้างสรรค์ออกไป
  • อ.นิยม รู้สึกว่า การปั้นดินน้ำมันเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ท้ายสุดก็ได้ข้อคิดว่า การจะทำอะไรๆ ให้สำเร็จได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เราปั้นเส้นแห่งการเวลาที่แสดงถึงเป้าหมายและแนวทางในการก้าวเดินของเราไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จ รู้สึกว่าได้พักผ่อน ชอบบรรยากาศของที่นี่ตอนเดินไปด้านนอก รู้สึกว่าได้ผ่านคลาย 
  • อ.ประสงค์ บอกว่า ท่านเองเป็นคนที่ชอบทำเรื่องแก๊สชีวภาพ การทำชีวมวล อยู่แล้ว ในขณะที่ดูการทำดอกจีบ เราก็อยากเข้าไปดูให้ละเอียดกว่านั้น  ส่วนโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย เมื่อดูแล้วก็คิดถึง บ่อบำบัดน้ำเสียที่ห้วยทราย ซึ่งจัดการดีมาก ดีกว่าที่นี่ อย่างไรก็ตาม ก็เข้าใจว่า เขาทำเพื่อให้เราเกิดแนวคิดในการนำไปใช้ต่อไป  และที่น่าประทับใจอีกอย่างคือ น้ำส้มควันไม้ ที่ผมสนใจอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ทำ  .... เป็นเรื่องที่สนใจและอยากจะทำต่อ ... แต่ก็สงสัยอยู่ว่าถ้าจะทำให้เหลือ 5 เปอร์เซนต์ จะทำอย่างไร   ผมเคยเอาน้ำสัมควันไม้ไปใส่หมาที่ขนหล่น ซึ่งได้ผลดีมาก ต่อมาเลยเอาไปทดลองกับควาย เพื่อป้องกันยุงหรือแมลงที่กัดมัน 
  • อ.ประสงค์ เล่าว่า .... บางอย่างเราคิดว่าเราฉลาดกว่าควาย แต่บางเรื่องต้องคิดให้ดี   ผมเคยทำบวกควาย เพื่อให้ควายมันนอน แต่ควายไม่ยอมนอน ควายมายืนดู   แต่พอต่อมา พอควายมันเห็นก๊อกน้ำที่รั่วอยู่ มันเดินไปเอาท้าวย่ำๆ แล้วนอนลง กลิ้งไปกลิ้งมา กลายเป็น "บวกควาย" ทันที 
  • อ.สุชาดา ประทับใจการปั้นดินน้ำมันเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่มีความสามารถในการปั้น  เลยนั่งนึกอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ปั้นเป็นแท่งยาวๆ 3 อัน 
  • อ.สุชาดา ประทับใจ การ Check in  ท่านบอกว่า การไปอบรมที่ไหนจะไม่ค่อยได้มาคุยเกี่ยวกับความรู้สึก 
  • อ.ศิริพร ประทับใจ design thinking เหมือนกัน  ดิฉันปั้นนกหมายถึงอิสระ แต่ก็มีคำถามว่า ต่อไปจะทำอย่างไรต่อไป 
  • อ.ประสงค์ เล่าเรื่องควายและวัวที่โรงเรียน วัวตัวหนึ่งชื่อ "สงค์" วัวตัวแดงชื่อ "ไพลิน" แทนชื่อครูประสงค์ กับครูไพลิน ซึ่งเป็นวัวที่ไถ่มาและตั้งใจว่าจะเลี้ยงกันแก่ตายกันไปข้างหนึ่ง  สิ่งที่อยากทำต่อคือ "กิจกรรมควายบำบัด"... คิดไปเรื่อย ทำไปเรื่อย...
อ.ชัยวัฒน์ จับไมค์
  • อยากสะท้อนความรู้สึก ว่า มีกลุ่มใดที่ทำตาม กติกา ว่า ทิ้งระยะ 30 วินาที ก่อนจะจับปากกาบ้างไหม 
  • ในกลุ่มนั้นๆ มีใครจะลองสะท้อนให้เห็นไหมครับว่า เกิดความคิดใหม่ๆ เกิดความรู้สึกอย่างไร 
  • อ.ศิริขวัญ ตัวแทนกลุ่มบอกว่า ได้เห็นความเกร็งและมีสติในการพูด 
  • อ.ชัยวัฒน์ บอกต่อว่า ขอคนที่พูดคนที่สามได้ไหมครับ ... คิดว่าคุณภาพการคุยจะต่างไหมครับ ... ผู้ตอบยกตัวอย่างว่าเหมือนการทานอาหาร ที่ต้องทิ้งระยะระหว่างอาหารแต่ละประเภท 
  • อ. ท่านหนึ่ง บอกว่า การทิ้งระยะเวลาก่อนพูดต่อ ทำให้สิ่งที่เราพูดมีความหมายมากขึ้น ทำให้เราได้กลั้นกรองก่อน ทำให้ชัดกระชับขึ้น 
  • เปรียบเหมือนเราเล่นหมากรุก ว่า หากมีการจับเวลา จะทำให้เกิดคุณภาพของการพูด การคิดจะดีขึ้น หากฝึกบ่อยๆ จะดีต่อการสื่อสาร
  • ผมเคยไปร่วมกิจกรรมแบบนี้ที่อังกฤษ ชั่วเวลาเพียง 3 นาที ที่ไม่มีใครพูดเลยเป็นเวลาที่นานมาก 
  • ทดลองทำดูนะครับ มันจะทำให้คุณภาพของการพูด การฟัง ดีขึ้น 
  • ฝึกให้เห็น speak from the silence หรือ พูดจากความเงียบ
  • การทำให้จิตสงบ และ จำทำให้เราทำงานได้อย่างผ่อนคลาย ทำงานได้อย่างมีความสุข 
  • หัวใจสูงสุดของการทำงานนี้ (หมายถึง ปศพพ.) จะต้องมีสุขภาพใจดี กายดี ทำงานได้อย่างมีความสุข 
 หลังเบรค-กาแฟ
  • อ.ชัยวัฒน์ บอกว่า ท่านจะให้อะไรบางอย่างที่ค่อนข้างเป็น กึ่งทฤษฎีหน่อยๆ  เรียกว่า ทฤษฎี "I We IT"
  • การทำงานอย่างมุีสติตระหนักรู้ สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ระดับ หรือ 3 มิติ
  • เริ่มต้น ระดับที่ 1 ต้องตีให้แตกคือ IT คืออะไร ความหมายหรือ meaning มั่นคือะไร มันอยู่ตรงไหน เช่น ฐานการเรียนรู้ แปลงผัก เลี้ยงสัตว์ เจาะให้แตกว่าความหมายอยู่ตรงไหน
  • ระดับที่ 2  เมื่อตีความหมาย คุณค่าว่า ทำไมต้องทำ "แตกแล้ว" จะต้องมาดู "โครงสร้างและกระบวนการ" อะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง เช่น ฐานการเรียนรู้ ประกอบไปด้วยอะไร โครงสร้างระบบ เป็นอย่างไร ต้องเป็นอย่างไร วิธีการทำอย่างไร ดำเนินการอยางไรบ้าง 
  • ระดับที่ 3 คือ ผลลัพธ์ คืออะไรกันแน่ ผลลัพธ์ต่อ I เป็นไงบ้าง ผลลัพธ์ต่อ We เป็นอะไรอย่างไรบ้าง 
  • ท่านพูดอธิบาย ทฤษฎีการทำงานอย่างตระหนักรู้ 3 มิติ พอสมควร แล้วตั้งคำถามกับ "วง" ว่า สิ่งที่เราทำผ่านมานั้น มีอะไรสอดคล้อง มองย้อนตนเอง อย่างไรบ้าง
  • แล้ว "โยน" ให้แต่ละวงใช้สุนทรียสนทนากัน 

สุนทรีย สนทนา I We It
  •  อ.ชุติมา  ตอนมาใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมีสติเท่าใดนัก ตอนแรกๆ ก้จะเข้ามาช่วยในการดูแลเด็กๆ 
อ.ประสงค์
  • ถ้าเป็น I  I เนี่ยทำมาก ผมกับ ผอ. เป็นเพื่อนกัน เรียนหนังสือมาด้วยกัน สนิทกัน เล่นกันได้ตลอดเวลา  .... ความจริงจุดกำเนิดของผมคือ เกิดตอนกรณีครูเกิน เขาคัดคนออกจาก กศน. ผอ.คนนี้เขาได้ซี 8 เพราะผม ผมจะขึ้นเวทีพูดให้แก หลังจากผมไปคุยกับผอ. จึงได้ย้ายเข้ามา
  • ตอนแรก เราทำ 26 ฐานครับ เกือบตาย... เหลือแต่ช้างกับม้าที่ไม่ได้เลี้ยง  อยู่ที่โรงเรียนตลอด ...ตอนหลังก็เลยมาถามตนเองว่า ที่เราทำเนี่ยมันเกินไปไหม   ต่อมาให้ข้อคิดว่า เราต้องนำกิจกรรมทุกอย่างมาบูรณาการโดยเอาโครงการ ปศพพ. ตั้ง แล้วเอาโครงการอื่นๆ มาล้อรวมกัน  
  • เราต้องแข่งขัน ต้องทำให้ดี เพราะถ้าทำไม่ดี เราก็ไม่ได้ตังค์.... ตัวล่อคือเงิน สิ่งที่ทำคือโครงการ  
  • เราเป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่ทุกวันนี้ไม่น้อยหน้าใคร ที่โรงเรียนมีเด็ก 123 คน
  • วันนี้ ผมอยากจะช่วยเหลือคนอื่นอยู่...  แต่กว่าเราจะทำสำเร็จมาได้ทุกวันนี้ต้องใช้เวลาเยอะ  เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์  มั่นใจว่าความยั่งยืนจะมีแน่ตราบเท่าที่เราทำอยู่ ตราบเท่าที่ผมอยู่ทีนี่
  • ผมเองมีโอกาสในการเลือกคนที่จะมาเป็น ผอ. ดังนั้น เราจึงน่าจะสามารถเลือกคนที่จะมาสืบสานต่อไปได้ 
อ. นิยม จากราชประชานุเคราะห์
  • ตนเองเลื่อมใสศรัทธา ในหลวง " ท่านเป็นถึงเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ยังดูแล้วเอาใจใส่ขนาดนี้ แล้วเราเป็นใคร แม้เป็นตัวเล็กๆ ก็อยากที่จะมีส่วนในการรับใช้เบื้องพระยุคบาท" 
  • ผู้บริหารก็ยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่ง จึงสามารถขับเคลื่อน ประชุมทีมงานหัวหน้างาน ผู้บริหาร ให้เข้าใจตรงกันได้ 
  • เราเป็นโรงเรียนกินนอน วิถีชีวิตระหว่างเด็กกับครูจะใกล้ชิดกันมาก ครูเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่ อยู่ผูกพันกันมาก 
  • เรามีโครงการพระราชดำริประมาณ 15 โครงการ ที่ทำอยู่แล้ว  พ่อเรามาศึกษาเกณฑืของ ร.ร.ศรร.ปศพพ. นั้น เราพบว่าสอดคล้องกับเราหมดเลย เพียงแต่ยังกระจัดกระจาย 
  • ได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยราชภัฎในพื้นที่ ในการพัฒนาแผน พัฒนาคน โดยได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯ ตลอดมา  
  • เรานำแผนการเรียนรู้เดิมที่เรามี มาวิเคราะห์สอดแทรกหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และบูรณาการกัน ได้ 5 ศูนย์ คือ ศูนย์ชีววิถี ศูนย์อาชีพเพื่อการมีงานทำ 29 อาชีพ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม คำถามคือ ทำอย่างไรจะให้ เขานำไปใช้ในชีวิตของเขา  จะมีครูที่รับผิดชอบ แต่ละศูนย์
  • เด็กของเราสามารถที่จะถ่ายทอดได้ 
  • มันอยู่ในหลักสูตรอยู่แล้ว มันเป็นอัตตลักษณ์ของเราอยู่แล้ว ดังนั้นจึง ไม่มีวันตายค่ะ 
อ.ปนัดดา ดาราวิทยาลัย
  • หลักการสร้างคน เริ่มต้นต้องสร้างครู เริ่มต้นด้วยการสร้างครูจากแต่ละกลุ่มสาระ ทุกครั้งที่เราออกไปพัฒนาตนเองจะมีการนำกลับมาแชร์  
  • ปัญหาต่อมาคือ จะทำอย่างไรให้เด็กเกิดผลลัพธ์  เราได้สร้างนักเรียนแกนนำขึ้นมา 12 คน แล้วทำให้ต่อเนื่อง สารต่อรุ่นสู่รุ่น  
  • การทำงานแต่ละครั้งต้องใช้จิตอาสา ปัจจุบัน เรามีครูที่แข็งแกร็งและทีมนักเรียนที่เข้าใจ 
  • ปัจจัยสำคัญคือ คือสามัคคีและการร่วมมือ 
  • การจะได้รับชัยชนะ ไม่ใช่แค่วันเดียว คนเดียว แต่ใช้เวลานานและได้รับชัยชนะร่วมกัน 
I-We-IT คืออะไรกันแน่
  • ครูนางความหมายคือการทำอะไรที่มีคุณค่าศรัทธาต่อในหลวง วิสัยทัศน์คือกระบวนการสำคัญ และเป้าหมายคือเด็ก ตัวนักเรียน 
  • อ.สุชาดา ไอคือ เรามีส่วนร่วมอย่างไร วี คือส่วนรวมเป็นอย่างไร และ เป้าหมายคือทำอย่างไรให้เด็กมีอุปนิสัยพอเพียง 
  • อ.จุฑามาศ  ไอคือความร่วมมือจากเรา วีคือเราต้องร่วมมือกัน it คือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนศูนย์ยั่งยืนต่อไป 
  • อ.ประสงค์ ไอ คือ เราต้องมีความเชื่อ ความศรัทธา ความมุ่งมั่น บางอย่างต้อง ทำให้ดู อยู่ให้เห็น สอนให้เป็น  และเราต้องหาวิธีการที่หลากหลายรูปแบบ ที่จะทำและถ่ายทอดสู่ผู้อื่นๆ โดยเฉพาะชุมชน   ตอนนี้เรากำลังขยายสู่ชุมชนข้างนอก .... ความสำเร็จและผลลัพธ์ เรามองว่า โรงเรียนได้อะไร เราได้ความรู้จากการไปเที่ยว ไปศึกษาดูงาน เรามีการติดตามผลที่เกิดกับเด็กที่จบไปแล้ว .... อุปนิสัยพอเพียงเป็นเรื่องที่ต้องสั่งสม เราพบว่านักเรียน ได้กระบวนการคิด เมื่อเราตั้งคำถามให้เด็กตอบ เราพบว่าการตอบคำถามของเด็กที่เปลี่ยนไป....   ครูเองก็ได้ผลงานทางวิชการ ตอนนี้ส่งไป 8 คน ได้แล้ว 7 คน เราทำงานได้ความสุขบ้างความทุกข์บ้าง แต่ก็ประสบผลสำเร็จร่วมกัน...ผมเองเคยถูกประเมินว่า ลักษณะการเขียนผลงานต่างๆ ก็ไม่ดีเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ได้ติดตามดูสิ่งที่ได้ทำทางเว็บไซต์ พบว่าทำจริง จึงเป็นการน่าเกลียดที่
  • อ.ปนัดดา ไอคือ ตัวตนของเราเอง วีคือเด็กผลที่เกิดกับเด็ก ส่วน it คือผลงานของเด็กๆ 
อ.ชัยวัฒน์ ให้แต่กลุ่มของเขียนถึง ข้อคิดอะไรดีๆ ที่น่าสนใจจากการคิด  กลุ่มที่ผมดูแลอยู่ ได้สังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันได้เป็นคำสำคัญดังนี้ครับ
  • เห็นคุณค่า ศรัทธา นำสู่อุดมการณ์ 
  • เห็นตนเอง และยอมรับคนอื่น
  • ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน 
  • เรียนรู้จากการปฏิบัติ 
  • ผิดเป็นครู เรียนรู้จากปัญหา
  • ฝึกคิดด้วยคำถาม
  • สำเร็จด้วยความพอเพียง
หลังรับประทานอาหารเที่ยง
อ.ชัยวัฒน์
  • เล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อจะบอกเหตุผลของการนำ I We It มาใช้
  • ส่วนใหญ่ผู้บริหารจะมองแต่ it ที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง เช่น ทำโครงการธงฟ้า เพื่อปรับลดราคาสินค้า ซึ่งก็ไม่เคยแก้ไขได้ แต่ผู้บริหารได้หน้าตา ไม่มีผลกระทบต่อ We นอกจากสิ้นเปลืองงบประมาณ 
  • ท่านยกตัวอย่างมือถือ แต่ก่อนโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก หนักยังกับวิทยุสนาม 5 กิโล แต่สมัยนี้ บางเฉียบ และทำอะไรได้ไม่รู้กี่อย่าง ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะ เขาไม่ยอมหยุดนิ่ง เราก็เหมือนกัน เราต้องไม่หยุดนิ่ง 
แล้ว อ.ชัยวัฒน์ ได้เปิดโอกาสให้ "วง" สะท้อนและร่วมแสดงความคิดเห็น
  • ผอ.ธีรเชษฐ์ หารือ อ.ชัยวัฒน์ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะลองใช้ "เชิงลบ" ของตนเอง มาใช้ประโยชน์ แทนที่จะใช้ "เชิงบวก" ของคนอื่น เช่น การพิจารณาตนเองว่า เรายังขาดอะไรอยู่ มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำ ที่เขาทำได้ แต่เรายังทำไม่ได้ 
  • อ.ชัยวัฒน์ ตอบว่า มันไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องยืดหยุ่น หลากหลายวิธี  .... อยากชวนคุยก่อนว่า เราเข้าใจตรงกันหรือเปล่า ... ท่านบอกเพิ่มภายหลังว่า ลองใช้เป็นกระจกก็แล้วกัน  แล้วตั้งคำถามว่า หากเราบอกว่า ผอ.มีวิสัยทัศน์  แล้วถ้า ผอ.ย้ายไป วิสัยทัศน์ไปด้วยไหม... วิสัยทัศน์มันอยู่ตรงไหน
  • หลังจากหลายคนนำเสนอ  และท่านอยากให้อีกคนหนึ่งสะท้อนความเห็น แต่ไม่มีใครพูดเลย....วิธีการของท่านคือ..พูดว่า ..... ผมชอบความเงียบ  .... แต่วันนี้ใครจะมาทำลายความเงียบวันนี้ 
  • อ.ต๋อย บอกว่า โมเดลที่ I We It ที่เสนอหากสลับกลับด้าน เป็น เป้าหมายหรือผลลัพธ์ ->  ไปที่โครงสร้าง กระบวนการ วิธีการ -> ปรัชญา หลักคิด จิญญาณ 
  • คุณโต้งบอกว่า ทุกคนเห็นเป้าหมายร่วมกันแล้วคือ เป้าหมายที่ตัวเด็ก 
หลังเบรคกาแฟบ่าย ท่าน อ.ชัยวัฒน์ ได้ชวนคิด ถึง ความท้าทายในอนาคต หลังจากที่เราได้พูดถึงความภาคภูมิใจ หรือปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในแง่บวก  มองแนวโน้มจากวันนี้ไปถึงอนาคตถึง 2560 มีอะไรที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นกับเรา กับ ร.ร.ศรร.ปศพพ.  ทดลองครุ่นคิดสักคนละ 6 แนวโน้ม.... "เชิญครับ นั่งครุ่นคิดของตนเอง "
  • ปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนเราเพิ่มขึ้น  ที่อันตรายคือ เราไม่รู้ว่ามีหนี้นอกระบบเท่าไหร่  หนี้เมืองไทยไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่มีผลต่อการคุกคามสวัสดิภาพทางสังคมด้วย 
  •  เช่น หนี้สินเกินตัวจะกระทบถึงชีวิตครอบครัวู
  • จะเกิดการล้มตาย ความพินาศ ของระบบทุนนิยม และประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม 
  • จะเกิดเปลี่ยนแปลง "กระบวนทัศน์" ของการเรียนรู้ใหม่ จะเกิด "ความตระหนัก" ต่อแนวทางการเรียนรู้ตามหลักพุทธ ขึ้นอย่างกว้างขวาง 
  • ผู้คน สังคม และประเทศ จะน้อมนำหลัก ปศพพ. ไปประยุกต์ใช้กับตนเอง จนสามารถอยู่รอดได้
  • หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นที่พื้นฐานที่มาของทุกทฤษฎีด้านสังคมเศรษฐกิจในโลกใหม่ 
  • ปริญญา จะไม่มีความหมาย ผู้นำทางสังคมจะไม่ใช่ นัก "ปรัชญา" แต่เป็นผู้มี "ปัญญา" ภายในด้วย 
  • ไม่ประเทศ ไม่มีพรมแดน ไม่มีกรอบ  ความร่วมมือจะเกิดขึ้น จนเกิด กฎหมายสากล ศาสนาสากล สถานที่สากล ฯลฯ
 ผมเดินเข้าไปร่วมสังเกตกลุ่มหนึ่ง จึงได้ฟังดังนี้ครับ
  • อ. การบริโภค วัตถุนิยม ชาวต่างชาติเข้ามาครอบครอง เทคโนโลยีก้าวหน้า
  • อ.สุนิต  บอกว่า คนจะหันมาเข้าใจ ปศพพ. มากขึ้น และนำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และเทคโนโลยีไอซีทีจะเข้ามาเป็นสิ่งจำเป็น อาเซียนกำลังมา....
  • อ.อวยพร เห็นตรงกันว่า ประชาคมอาเซียนจะเข้ามามีความสำคัญ  แต่ปัจจุบัน เด็กใช้เทคโลยีผิดทาง
  • อ.วิไลวรรณ เห็นแนวโน้มการเข้ามาสู่ประชาคมอาเซียน แนวโน้มด้านครอบครัวจะเป็นด้านลบมากขึ้นๆ และจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม .... อีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มหันมาเห็นคุณค่าของศาสนาพุทธ
  • อ.ไลลา เห็นตรงกันว่าครอบครัวจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  เทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งผลกระทบให้เกิดความห่างเหิน 
  • กระแสตามเพื่อน น่าจะแก้ไขได้ด้วยการขับเคลื่อน ปศพพ. ซึ่งครูของเรานี่แหละที่จะเป็นกุญแจสำคัญ โดย ร.ร.ศรร.ปศพพ. จะต้องเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหา ป้องกันปัญหานี้ได้ 
ต่อไปนี้คือการสังเคราะห์ "แนวโน้มของความท้าทายจากวันนี้ถึงปี 2560" ของ ร.ร.ศรร.ปศพพ. แล้วให้ทุกกลุ่มวางผลการระดมความคิดไว้บนพื้น ให้เดือน "shopping" ความรู้ ด้วยวิธีการเดินเป็นวงกลมรอบๆ อ่านไป
  • อ.สภาพร เห็นความสำคัญว่าเราต้องเตรียมเด็กให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ  เพราะเราคงไม่สามารถป้องกันไม่ให้มันเกิดได้ รู้สึกเศร้าใจมากเพราะส่วนมากแล้ว เราเห็นแต่ด้านลบกันมาก อย่างไรก็แล้วแต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างว่า เราก็เจอข้อดีของมันบ้าง 
  • อ.ลักขณา รู้สึกเศร้าใจมากกว่า แต่หากมองในแง่บวก แบบ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เราอาจมองได้ว่า มันเป็นความท้าทายมากที่พวกเราจะทำงานนี้ 
  • อ.ปนัดดา ขอตั้งชื่อกิจกรรมนี้ว่า "กรงล้ออนาคต"  หมายถึงสิ่งที่หมุนวนเวียนมาแน่ของปัญหาเหล่านี้  และมองด้านดีคือทุนที่เรามีอยู่แล้ว 
  • ผอ.สวัสดิ์ บอกว่า ผมเขียนตั้ง 6 ข้อ มีปัญหาตั้ง 4 มีความดีอยู่แค่ 2 มันน่ากลัว น่ากลัวมาก แต่มีความมั่นใจว่า ถ้าเราทำงานหนัก เร่งทำงานนี้ อีกสี่ห้าปี เราจะมีเลือดใหม่ ดังนั้นๆ จึงมั่นใจว่า ประเทศไทยเรารอดแน่
  • ผอ.ธนิตา มองว่ากิจกรรมนี้เหมือนการถอดบทเรียนอนาคต และคิดว่าไม่เฉพาะพวกเรา แต่มีหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิฯ มหาวิทยาลัย จะหันมาช่วยกันให้เดินไปได้ 
อ.ชัยวัฒน์ จับไมค์ ชวนคิดถึง หยิน-หยาง ในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีสองด้านเสมอ ดังนั้น นี่เป็นโอกาส เป็นโอกาสที่สถานการณ์จะสร้างวีรบุรุษ ..... (ท่านพูดปลุกพลังในตัวผู้ฟัง)
  • ลุกขึ้นมาดูแล ชุมชน สังคม สาธารณประโยชน์ทั้งหลาย
  • นี่คือโอกาสที่จะแสดงฝีมือ แสดงธาตุของความเป็นมนุษย์ 
  • ในหลวงท่านทรงสอนว่า ความเพียร เป็นตัวหลัก ความฉลาดเป็นตัวรอง เพราะความฉลาดเป็นกลุ่ม
  • ความเป็นองค์กร ความเป็นทีมต้องแข็งแกร่ง ดังนั้นกระบวนการ หรือระบบและกลไกที่ดีที่จะคัดเลือกและสืบสานต่อไปจึงสำคัญ
  • I ฉันเนี่ยเป็นใคร ฉันเป็นครู ครูที่เป็นแบบไหนถึงจะ ฝ่าฟันความยากลำบากไปได้ เอาชนะความท้าทายไปได้ คุณค่าและความหมายใด ที่ทำให้ I ต้องต่อสู้ดิ้นรนไป เพื่อตัวฉันเองหรือเพื่อใคร 
  • We คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และการให้คุณค่าและความหมายที่ถูกต้อง จะสามารถเอาชนะ ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกๆ ครั้ง  ..... 
  • ท่านบอกว่า ท่านอยู่และเรียนในประเทศที่แพ้สงครามสองครั้งแต่ลุกขึ้นมาได้  สิ่งหนึ่งที่เป็น character สำคัญคือ ความไม่ยอมแพ้... เราก็ต้องมี
  • การส่งต่อ แรงบันดาลใจ ความภาคภูมิใจ กระบวนการ และวัฒนธรราการทำงานที่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อ.ชัยวัฒน์  เปิดวีดีโอเรื่อง "ความตายของนักสู้วัวกระทิง"
  • แนะว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ หากสังเกตจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากยุค "กลม" ไปเป็นยุค "เหลี่ยม" ของปิคัสโซ่
วันนี้ท่านจบด้วยการฝากให้ไปลองคิดดูซิว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดและจะทำต่อไปนั้น จำเป็นต้องใช้การเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปหรือไม่ อย่างไร

วันที่ 24 กรกฎาคม 2556

อ.ชัยวัฒน์ จับไมค์ หลังนั่งรวมสติสมาธิ
  • ต่อไปทั่วโลกจะให้ความสนใจต่อการ "ฝึกจิต" สู่ "โพธิจิต" มากขึ้น 
  • เทคโนโลยีจะก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ....  แต่ปัจจุบัน "จิต" ต่ำลง 
  • ปัจจุบัน ทุกอย่าง "เป๋" ไปไม่มีที่สิ้นสุด  แต่สักวันมันจะกลับมา เหมือน "หยิน-หยาง" 
  • เมื่อเช้าท่านดูทีวี ที่แสดงการเรียนการสอน ด้าน ปศพพ. ในโรงเรียน  เห็นฐานการเรียนรู้เลี้ยงไก่ 
  • สิ่งเหล่านั้นทุกอย่างเป็น It ทั้งหมด แต่ความหมายของมันล่ะ? เด็กทุกคนจำเป็นต้องจบไปเลี้ยงไก่ไหม....
  • สิ่งที่กำลังมาแรงในอเมริกาคือ Urban Farming หรือเกษตรกรรมในเมือง  มีมากถึงง 20%  แต่ของเรา น้องที่ทำงาน NGO มีเพียง 5% 
  • สิงคโปร์ มีต้นไม้เยอะมาก ทำให้อากาศเย็นกว่าเรา ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรกว่าเรา
  • ส่วนใหญ่ที่เราทำตอนนี้มีแต่ It แต่ในอนาคตสิ่งที่สำคัญมากคือ We ซึ่งจำเป็นต้องรู้ความหมาย และคุณค่าของงาน 
  • การประชุมทั่วไป ผ่านมติทุกอย่างแต่ไม่ได้ผ่าน "หัวใจคน"
  • We ไม่สามารถได้ด้วยวิธี "เป็นทางการ" ไม่มีทาง 
  • กุญแจของระบบต่างๆ ทั้งหมด เช่น ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน โรงงาน ฯลฯ คือ การนับถือในความเป็นมนุษย์ การให้เกียรติซึ่งกันและหัน เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน 
  • ดังนั้น เวลาจะทำอะไร ใดๆ ต่อไปนี้ ต้องพิจารณาเรื่อง We เยอะๆ  ให้มีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ต้องรวมตัวกัน รวมตัวกันเพื่อการอยู่รอด ...ซึ่งสั่งสมมาจนกลายมาเป็นพื้นฐาน เป็นโครงสร้าง หรืออาจเรียกว่า "อยู่ใน ดีเอ็นเอ" ของเรา
  • ผลก็คือ ความสามัคคี ความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ 
  • ดังนั้นเราจะไม่เลี้ยงไก่เพื่อเลี้ยงไก่ ไม่ได้ check in เพื่อ check in แต่ต้องเข้าถึงคุณค่าและความหมายของมัน 
อ.ชัยวัฒน์ ท่านเปลี่ยนเรื่องมาเป็น System Dynamics หรือ ระบบพลวัตร
  • เป้าหมายของเทคนิคนี้อยู่ที่ตัวระบบให้ได้สมดุล 
  • วิธีการเรียนรู้คือ ต้องเอาบางอย่างมาเป็นตัวตั้ง   ลองพิจารณาอ่างน้ำ ที่มีก็อกเปิดน้ำเข้า และมีวาล์วเปิดน้ำออก นอกจากนั้นวาล์วน้ำอาจมีหลายก็อกเช่น ก๊อกน้ำอุ่น น้ำเย็น เป็นต้น 
  • คำสำคัญของการจัดการระดับน้ำภายในอ่าน คือ flow in (ไหลเข้า) flow out (ไหลออก) และ stock (กักเก็บ) 
  • ระบบพลวัตรคือการจัดการกับ การไหลเข้า ไหลออก และกักเก็บ ให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง ซึ่งต้องมีการตรวจเช็คเสมอระหว่าง ความต้องการหรือเป้าหมายกับสภาพปัจจุบัน 
  • ยกตัวอย่างเช่น ระบบการจัดการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของสวีเดน บริษัท IKEA  จะมีการตัดไม้ (flow out) และการปลูกไม้ (flow in) ตัดตรงไหนปลูกที่นั่น อีกสิ่สิบปีจะได้ตัดอีกครั้งทดแทนพอดี
  • อีกตัวอย่างคือ การสร้างเครดิต ความเชื่อถือ การไหลออกคือความเสื่อมเสีย ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่รักษาเวลา ผลงานไม่มีคุณภาพ ฯลฯ  การไหลเข้าคือกิจกรรมหรือผลงานหรือความสำเร็จของงาน ฯลฯ
  • เครดิตเป็นเรื่องที่ต้องสร้างเอง ทำเอง 
  • อ.ชัยวัฒน์ เป็นอดีตนักเรียนเตรียม แต่ก่อนเรียนคณะวิทยาศาสตร์ และเลือกเรียนภาษาเยอรมัน  ท่านเป็นหัวหน้าทีมฟุตบอล  
  • ท่านบอกว่า สมัยนั้น โรงเรียนเตรียมจะสนใจอยู่ 2 ห้อง คือห้องที่จะตก เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง และห้อง King ที่จะสร้างชื่อให้ตนเอง
  • เดี่ยวนี้การศึกษากลายเป็นธุรกิจไปแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้มากมายจากการขายความรู้
อ.ชัยวัฒน์ นำกลับมาสู่วง ด้วยคำถามว่า "...แล้วเราล่ะ ที่เราทำเราอยากบรรลุอะไร เราควบคุมอะไรอย่างไร"
  • ต้องสังเกตว่า ศรร. ของท่าน มีจุดอ่อนอะไรไหลออก สต็อคคืออะไร จุดแข็งของโรงเรียนคืออะไร  
  • เริ่มด้วยการเช็คสต็อค ว่าเรามีอะไร สิ่งที่เรามีคืออะไร
  • แล้วสิ่งที่เรามีในสต็อคมีการไหลออกไหม 
  • และสิ่งที่ไหลเข้าคืออะไร  ชดเชยได้ไหม 
  • ถ้าจะดีคือให้เช็คสต็อค 10 ปี
9:19 แยกกลุ่มแต่ละโรงเรียนให้วิเคราะห์ระบบพลวัตรของตนเอง
  • ให้เขียนเป้าหมายก่อน พูดคุยกันให้แจ่มกระจ่างเสียก่อนว่า เป้าหมายคืออะไร เช่น เป้าหมายคือเด็กมีอุปนิสัยพอเพียง
  • ต้องหาความหมายของเป้าหมายนั้น ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นเป้าหมายนั้น เช่น  ทำไมเด็กต้องมีอุปนิสัยพอเพียง
  • ให้เขียนสต็อกก่อน จากนั้นให้มองถึงสิ่งที่ไหลออก ก่อนจะมองถึงสิ่งที่ไหลเข้า 
  • แล้ววิเคราะห์ว่า สิ่งที่ไหลเข้า และไหลออก นั้นทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่ อย่างไร 
11:00 อ.ชัยวัฒน์ สรุปอีกครั้งหนึ่ง
  • สังเกตว่าเป้าหมายที่ทำกันนั้น ยังไม่มีพลังพอ
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องของใจ เป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ 
  • เป้าหมายอาจเป็นวิสัยทัศน์ก็ได้ แต่สำคัญต้องมีพลัง มีความหมาย 
  • ตัวอย่าง เช่น มหาวิทยาลัยระดับโลก เปลี่ยนแปลงผู้บริหารมาแล้วกี่คน เปลี่ยนคณบดีมาแล้วกี่คน แต่ทำไมยังอยู่ได้
  • อีกตัวอย่างที่่น่าเศร้า คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งย่อมาจาก ศาสตร์ของธรรมะ ท่านปรีดีย์ ตั้งขึ้นมา เพื่อสร้างบัณฑิตแห่งธรรม แต่ถามว่า จิตวิญญาณ ที่ท่านตั้งนั้นยังคงอยู่หรือไม่ ....ไม่เลยครับ...
  • อีกตัวอย่างคือ วัดป่านานาชาติของหลวงพ่อชา สุภัทโท  ที่ยังสามารถรักษาธรรมะ และขยายสาขาต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งที่หลวงพ่อท่านไม่อยู่แล้ว
  • เช่นกัน การที่จะสามารถ ร.ร.ศรร. ปศพพ. ให้คงอยู่ จะต้องมี "จิตวิญญาณ" มี "โครงสร้าง" เช่น หลักสูตรที่เหมาะสมกับตนเอง 
  • ต้องไม่ทำให้ ร.ร.ศรร.ปศพพ. เป็นภาระใหม่ แต่มีความหมายใหม่ ต่างหาก ....อันนี้คือกุญแจสำคัญ
  •  ดังนั้น หลักสูตรการสอนและเทคนิคการสอน น่าจะเป็นเป้าหมายไหม?
  • นักเรียนที่มีอุปนิสัยพอเพียงนั้นเป็น it เป็นสิ่งที่ออกมาจากโครงสร้างที่ดี จากจิตวิญญาณที่ดี 
  • ส่วนสำคัญคือ We ของครู บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน 
  • ในต่างประเทศ การอบรม สั่งสอนนักเรียน ไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนหรือครูฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกสวนของชุมชน
  • การเช็คสต๊อก ให้มองหาจุดเด่นของเราก่อน จุดที่เราภาคภูมิใจก่อน 
  • การดูด้านไหลออก สำคัญมาก ต้องปิดจุดรั่วก่อน 
  • จากนั้นก็พิจารณาว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องเติมให้ไหลเข้า หรือป้องกันไม่ให้ไหลเข้า 
อ.ชัยวัฒน์ สรุป
  • Timline
  • Design thinking
  • Dialouge 
  • การคิด 3 มิติ 
  • หัวใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
  • ระบบพลวัตร ซึ่งเป็นการควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้ระบบเกิดความยั่งยืน 
11:27 กิจกรรม check out
  • อ.ไลลา  ตั้งแต่มาวันแรกเลย สิ่งที่ไม่เข้าใจคือ การทำ timeline  และที่ได้มาทำ ทำให้เข้าใจเยอะขึ้น  และถ้ากลับไปจะนำกลับไปทำ น่าจะได้ประโยชน์ ... เราไม่ต้องเขียนอะไรมาก  กิจกรรม design thinking ก็ยังไม่เคยเจอ วิธีการที่จะทำให้คนคิดอยู่กับตนเองได้เป็นเรื่องยาก ที่นี่เป็นกิจกรรมที่น่าจะใช้ได้  ... และโมเดลต่างๆ ที่ได้เห็นก็น่าจะนำไปใช้ได้ 
  • อ.วิไลวรรณ จากที่อบรมมา สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม คือ ได้รู้วิธีที่จะไปชักชวน เพื่อนครูให้ได้เรียนรู้ร่วมกันคือ การมองแบบ I We It  ทำอย่างไรจะได้ It ที่มั่งคงยั่งยืนและมีคุณภาพ  อีกอย่างคือได้เรียนรู้เรื่องจิต ได้ทบทวนตนเอง ได้มองย้อนหลังตัวเรา และทำให้เราได้มองไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อไป
  • อ. วัดป่าเรไร    รู้สึกว่าได้ประโยชน์มาก ในกิจกรรมบางอย่างไม่เคยเห็น ไม่ทราบ เช่น timeline  ได้รู้ว่าทำอย่างไร อีกอย่างหนึ่งคือ design thinking เป็นกิจกรรมที่น่าจะนำไปใช้กับเด็กประถมได้ เป็นกิจกรรมที่ได้ประโยชน์มากๆ เลย  ทำอย่างไรเด็กๆ ที่จบจากโรงเรียนของเรา จะได้ย้อนกลับมาเหมือน ครูสถาพร 
  • อ. หนองบัวแดง   กิจกรรมทุกกิจกรรมได้ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้  โดยเฉพาะกิจกรรมที่ได้เปิดให้แชร์กัน ตอนแรกยังคิดอยู่ว่า ทำไมต้องจัดระบบการเรียนการสอนของ ปศพพ. ทำไมไม่จัดการเรียนการสอนโรงเรียนทั่วไป แต่พอมาร่วมกิจกรรมอบรมทำแผนฯ จึงได้เข้าใจ .... มาครั้งสมัครใจมา อยากมาเสริมความรู้ อยากรู้ว่าเขาจัดอย่างไรบ้าง ทำอย่างไรบ้าง และวันนี้ได้เห็นแล้วว่าทำอย่างไร.... และเมื่อมาเห็นเด็กๆ อย่างครูสถาพร ยิ่งภูมิใจว่าเราจะทำได้แน่
  • อ.สถาพร  ปกติวันเสาร์อาทิตย์จะมีกิจกรรมกับนักเรียน  ก่อนมาก็ได้เปิดก๊อกหมดเลย เหลือไว้เพียงสิ่งที่ทำ  กิจกรรม timeline จะทำให้เราเข้าใจ ได้มองตนเอง .... สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง คือต้องเริ่มจากการมีสติก่อน .... และอีกสิ่งสำคัญคือ เครือข่ายความสัมพันธ์ผู้ปฏิบัติได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน อีกอย่างผมว่า ปศพพ. ต้องเริ่มต้นจากการที่ทำให้คนมีความเชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็จบตั้งแต่เริ่มต้น เช่น หาก ผอ. ถ้าไม่มีใครเชื่อก็จบ  I เป็นสิ่งสำคัญ แล้วกระบวนการจะตามมา และจะเกิดผลลัพธ์ขึ้นมากเอง ...แต่ก่อนผมอยู่ที่ห้วยยอดมาก่อน พวกผมมี 12 คน ที่ใช้รูปแบบกระบวนการนี้มา จนมั่นใจว่าได้ผล ...  ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ (อ.ทรงพล) ส่งไปช่วยครูในโรงเรียน 
  • ศูนย์ประสานงานเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน จ.ตรัง เราแบ่งออกเป็น 4 ทีม แต่ละทีมทำงานต่างกัน เช่น ทีมหนึ่งเยาวชนฯ ทีมหนึ่งเรื่องการพัฒนาครู อีกทีมช่วยหญิงมีครรภ์ ฯลฯ 
Check Out รวม
  • อ.นงนุช ได้เรียนรู้มาก แต่จำนำไปปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น และจะติดตามงานของท่าน อ.ชัยวัฒน์ต่อไป
  • ผอ.ธนิตา วัดป่าเรไรฯ  กิจกรรมวันครึ่งที่ได้มาร่วม ทำให้ได้รู้ว่า เรามีสต็อกที่มีค่ามากแค่ไหน  ต้องถือว่าเป็นผู้มีบุญ เพราะถ้าไม่มางานนี้ อาจจะเป็น 20 ศพ ศพที่ 20 ในรถประจำทาง ร้อยเอ็ด-กรุงเทพฯ ที่ไปคืนตั๋วมา 
  • อ.ชัยวัฒน์ ย้ำอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มีค่าที่สุด ดังนั้น ถ้าท่านสามารถจัดกระบวนการสนทนาที่เป็น มนุษย์กับมนุษย์คุยกันได้ พี่คุยกับน้อง  ความเมตตา กรุณาต่อกัน นับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 
ขอบคุณทุกท่านครับ หากมีบุญวาสนาได้เจอกันอีกก็คงได้ร่วมเรียนรู้กันอีก

สวัสดีครับ