วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เวทีแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การเขียนแบบคัดกรองประกอบการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ปศพพ. (๑)

วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ มูลนิธิสยามกัมมาจล โดย อาจารย์ศศินี ลิ้มพงศ์ ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่สถานศึกษา ร่วมกับทีมขับเคลื่อนฯ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ "การเขียนแบบคัดกรองประกอบการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ร.ร. ศรร. ปศพพ.) ..... บันทึกนี้ผมจะนำทั้ง "วิธีคิด" "วิธีการ" และ "ผลลัพธ์" ที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมมาเล่าให้ฟัง... และมั่นใจว่า จะมีประโยชน์ต่อเขียนแบบคัดกรองของท่านแน่นอน...



ปัญหาที่เป็น "เหตุ" (Cause) ให้เราคือ การเขียนแบบคัดกรองของโรงเรียน ตามแบบฟอร์มของกระทรวงศึกษาธิการ (ดาวน์โหลดที่นี่) ยังไม่สื่อถึง "วิธีคิด" "วิธีทำ" "และ "ผลลัพธ์" ให้คณะกรรมการคัดกรองฯ เข้าใจได้ ทำให้เกิด "ผล" (Effect) คือ หลายโรงเรียนถูกตีกลับให้ต้องแก้ไขซึ่งส่งผลกระทบต่อข้อจำกัดด้านเวลา และทางคณะกรรมการคัดกรองฯ ได้มีข้อความเห็นและเสนอแนะในการเขียนแบบคัดกรองฯ หลายประการที่สมควรนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำความเข้าใจน่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับโรงเรียนที่กำลังจะเขียนแบบคัดกรองฯ จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น

กลุ่มเป้าหมายคือผู้อำนวยการและครูแกนนำขับเคลื่อนจากโรงเรียนในโครงการฯ ทั้งอีสานตอนบนและอีสานตอนล่าง ซึ่งขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียนฯ มาแล้วหลายปี บางโรงเรียนมีความพร้อมเต็มที่แล้วที่จะขอรับการประเมินเป็น ร.ร. ศรร. ปศพพ. รวมผู้มาเข้าร่วมประมาณ ๑๐๐ ท่าน ผู้เข้าร่วมหลายท่านสะท้อนให้ทราบว่า กิจกรรมวันนี้ทำให้ตนเองรู้ความเข้าใจแนวทางและวิธีการเขียนแบบคัดกรอง และเห็นจุดบกพร่องแบบคัดกรองของตนเองแล้ว และจะขอกลับไปปรับแก้ไขใหม่...สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาร่วมคราวนี้ บันทึกนี้ได้เก็บประเด็น เนื้อหา และหลักการต่างๆ ไว้พอสมควร อีกทั้งยังมีเอกสารประกอบ (ดาวน์โหลดที่นี่) สามารถศึกษาด้วยตนเองให้เข้าใจได้ไม่ยาก...


ผม BAR ว่า กิจกรรมคราวนี้ ผู้เข้าร่วมควรจะได้ประโยชน์ใน ๓ ประเด็นสำคัญคือ ๑) ได้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการเขียนแบบคัดกรองฯ ได้เรียนรู้จากข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้วจากข้อความเห็นของคณะกรรมการคัดกรองฯ ๒) ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกฟังและจับประเด็นจากการฟังเรื่องเล่าของเพื่อน และ ๓) ได้ฝึกเขียนเรื่องเล่าประสบการณ์ขับเคลื่อนฯ ของตนเอง  จึงได้ออกแบบกิจกรรมเป็น ๔ ช่วง ได้แก่
  • ช่วงที่ ๑ ก่อนเบรคเช้า เป็นการฟังบรรยายจาก อาจารย์ศศินี ลิ้มพงศ์ เรื่อง การเขียนแบบคัดกรองเพื่อขอรับการประเมินฯ 
  • ช่วงที่ ๒ หลังเบรคเช้า แบ่งกลุ่ม ๓ คน แล้วเวียนกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย คนที่ ๑ เป็นผู้เล่าเรื่อง คนที่ ๒ เป็นผู้ฟังและซักถาม คนที่ ๓ เป็นผู้จดบันทึก เมื่อเวียนครบรอบแล้ว ทุกจะต้องเขียนเรื่องเล่าที่ได้ฟังตอนที่ตนเองเป็น คนที่ ๓ ส่งให้คนที่ ๑ อ่าน 


  • ช่วงที่ ๓ หลังรับประทานอาหารเที่ยง เรียนรู้จากบันทึกเรื่องเล่าที่เพื่อนเขียนให้ แล้ว เขียนเรื่องเล่าของตนเองใหม่ 
  • ช่วงที่ ๔ หลังเบรคบ่าย เป็นการสรุปเวที AAR  และเปิดวงให้ทุกคนได้ตั้งคำถามกับวิทยากร ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดทั้งการนัดแนะวางแผนการดำเนินงานต่อไป 
 อ่านผลการทำกิจกรรมในแต่ละช่วงได้ในบันทึกต่อไปครับ

 ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
 ผม AAR กับตนเองว่า ผมได้บรรลุทุกประเด็นที่ได้ออกแบบไว้ ทั้งทุกคนได้ ฟังประสบการณ์การตรวจแบบคัดกรองฯ เข้าใจแนวทางในการเขียน ทุกคนได้ฝึกฟังเรื่องเล่าของคนอื่นและรู้ถึงจุดบกพร่องของการเล่าเรื่องของเพื่อนหรือเห็นจุดบกพร่องในการเขียนเรื่องเล่าของตน ซึ่งจะแสดงถึงความยากของการสื่อสารด้วยการเขียน และที่สำคัญทุกคนได้ฝึกเขียนเรื่องเล่าของตนเอง เรื่องเล่าที่เราได้เหล่านี้จะนำมาเผยแพร่วิเคราะห์ตีความเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปครับ...

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ (๕) : ทรงเตือนสติและให้กำลังใจ

ผม "ตัด" แล้ว "วาง" ไม่ได้ "ตัดต่อ" และไม่ได้ "คิดต่อ" หรือ "เขียนเติม" แต่อย่างใด อีกทั้งยังระวังไม่ให้ผิดความหมายเดิมของพระราชดำริอย่างที่สุด เพื่อให้ท่านมั่นใจในการน้อมนำไปปฏิบัติครับ

มีบางตอนที่ท่านทรงเตือนสติ
  • ...บัดนี้ท่านเป็นบัณฑิตมีปริญญาบัตรแล้วควรจะต้องได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือโดยทันทีดั่งนี้ ก็เป็นความคิดที่ผิด ที่ถูกนั้น ท่านต้องลงมือทำงานใช้ความรู้ที่ได้มาให้เป็นประโยชน์แก่การงาน แสดงความสามารถเสียก่อน...เพื่อได้มาซึ่งความเชื่อถือและไว้วางใจ และเมื่อนั้นแหละ ค่าปริญญษบัตรจึงจะบังเกิดขึ้น...พระบรมราโชวาท (มิถุนยน ๒๔๙๖)
  • ...ถ้ามองให้ถี่ถ้วนรอบด้านแล้ว จะเห็นว่า การมุ่งสอนคนให้เก่งเป็นเกณฑ์ อาจทำให้เกิดจุดบกพร่องต่างๆ ขึ้นในตัวบุคคลไม่น้อย ที่สำคัญมีดังนี้ 
    • ข้อหนึ่ง บกพร่องในความพิจารณาที่รอบคอบและกว้างไกล เพราะใจร้อนเร่งทำการให้เสร็จโดยเร็ว เป็นเหตุให้การงานผิดพลาด ขัดข้องและล้มเหลว
    • ข้อสอง บกพร่องในความนับถือและเกรงใจผู้อื่น เพราะถือตนว่าเป็นเลิศเป็นเหตุให้เย่อหยิ่งมองข้ามความสำคัญของผู้อื่น และมักก่อความขัดแย้งทำลายไมตรีจิตมิตรภาพตลอดจนความสามัคคีระหว่างกัน 
    • ข้อสาม บกพร่องในความมัธยัสถ์พอเหมาะพอดีในการกระทำทั้งปวง เพราะมุ่งหน้าแต่จะทำตัวให้เด่นให้ก้าวหน้า เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ 
    • ข้อสี่ บกพร่องในจริยธรรมและความรู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะมุ่งแต่จะแสวงหาประโยชน์เฉพาะตัวให้เพิ่มพูนขึ้น เป็นเหตุให้ทำความผิดและความชั่วทุจริตได้โดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน
และบางตอนท่านทรงให้กำลังใจ
  •  ...ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกล่าววิจารณ์ถึงครูอยู่บ่อยๆ ว่า ในปัจจุบันนี้สถาบันฝ่ายครูเสื่อมลงไป คำกล่าวนั้นอ้างด้วยว่าเป็นเพราะผู้ที่มาเข้าเล่าเรียนทางครูส่วนมากทีเดียว เป็นนผู้ที่ด้อยด้วยกำลังปัญญาและกำลังทางอื่นๆ ไม่สามารถหรือไม่มีโอกาสจะเรียนวิชาทางอื่นได้แล้ว บ้านเมืองของเราจึงมีแต่ครูที่มีคุณภาพไม่ถึงขนาด ทั้งทางด้านความรู้ ทางด้านการทำงาน และทางด้านความประพฤติ ทำให้การศึกษาของเด็กเรียวลงทุกที ข้อวิจารณ์นี้จะเป็นความจริงหรือไม่นั้น มิใช่เรื่องสำคัญที่ท่านหรือผู้ใดที่จะต้องโต้แย้ง สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ที่เป็นครูและผู้บริหารทุกฝ่ายทุกคน จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันครูมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านจะต้องทำใจให้เข้มแข็ง ต้องมั่งคงในอุดมคติ ต้องรวบรวมกำลังกาย กำลังความคิดและสติปัญญา ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ด้วยความกล้าหาญอดทนและสุจริต ปฏิบัติงานปฏิบัติตนให้ดีที่สุด ให้สมเป็นครูที่แท้...
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ในหลวงย้ำมากว่า ครูเป็นคนพิเศษ ต้องเสียสละตลอดชีวิต... ขอบูชาครูที่แท้ทั้งประเทศครับ...

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ (๓) : วิธีการจัดการเรียนรู้

 ผม "ตัด" แล้ว "วาง" ไม่ได้ "ตัดต่อ" และไม่ได้ "คิดต่อ" หรือ "เขียนเติม" แต่อย่างใด อีกทั้งยังระวังไม่ให้ผิดความหมายเดิมของพระราชดำริอย่างที่สุด เพื่อให้ท่านมั่นใจในการน้อมนำไปปฏิบัติครับ

วิธีการจัดการเรียนรู้ สำหรับครูไทย จากในหลวง รัชกาลที่ ๙
  • ...ไม่ควรลืมว่า วิชาการทั้งปวงนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงกัน และต่างส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันอยู่ จะต้องนำมาใช้ผสมผสานกันให้ถูกต้องพอเหมาะพอดีอยู่เสมอ เพราะอาจพูดได้ว่า วิชาการใดๆ ก็ตาม จะใช้ให้เป็นประโยชน์แต่เพียงลำพังอย่างเดียวมิได้...
  • ...เบื้องต้นต้องเลิกคิดว่า เรียนวิชาไว้เพื่อสอบไล่ เพราะในชีวิตของเรา เราไม่ได้อยู่กับการกาผิดกาถูกในข้อสอบ หากแต่อยู่กับการทำงานและการวินิจฉัยปัญหาสารพัด ทางที่ถูก เราจะต้องขวนขวายเปิดตาเปิดใจให้เรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งโดยทางกว้างและทางลึก...
  • ...เมื่อจะศึกษาเรื่องใดก็ให้พยายามจับเค้าโครงของเรื่องนั้นให้ได้ก่อน แล้วจึงพยายามมองลงไปในส่วนละเอียดทีละส่วน ให้เห็นชัดโดยถ้วนถี่ เมื่อรู้แล้วก็นำมาคิดพิจารณาให้เห็นประเด็น ให้เห็นส่วนที่เป็นเหตุส่วนที่เป็นผล ให้เห็นลำดับความเกาะเกี่ยวต่อเนื่องแห่งเหตุและผลนั้นๆ ไปจนตลอดให้เข้าใจโดยชัดเจนแน่นอน เพื่อให้สามารถสำเหนียกกำหนดและจดจำไว้ได้ ทั้งส่วนที่เป็นหลักเป็นทฤษฎี ทั้งส่วนเรื่องราวและรายละเอียด...
  • ...ควรจะศึกษาให้ตลอด ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่เรียนรู้แต่เพียงบางส่วนบางตอน หรือเพ่งเล็งเฉพาะแต่เพียงบางแง่บางมุม อีกประการหนึ่ง ที่จะต้องปฏิบัติประกอบพร้อมกันไปเสมอ คือต้องพิจารณาศึกษาเรื่องนั้นๆ ด้วยความคิด จิตใจที่ตั่งมั่นเป็นปรกติ และเที่ยงตรงเป็นกลาง ไม่ยอมให้รู้เห็นและเข้าใจตามอำนาจเหนี่ยนำของอคติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชอบหรือฝ่ายชัง มิฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นจะเป็นความรู้แท้ หากแต่เป็นความรู้ที่ถูกอำพรางไว้ หรือคลาดเคลื่อนวิปริตไปต่างๆ จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์จริงๆ โดยปราศจากโทษไม่ได้...
  • ...การให้การศึกษาแก่เด็กต้องเริ่มตั้งแต่เกิด ขึ้นต้นก็ต้องสอนให้รู้จักใช้อวัยวะและประสาทส่วนต่างๆ ต้องคอยควบคุมฝึกหัด จนสามารถใช้อวัยวะและประสาทส่วนนั้นๆ ทำกิจวัตรทั้งปวงของตนเองได้...ถัดมา ต้องสอนให้รู้จักทำการต่างๆ ให้รู้จักแสวงหาสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการ ให้ได้มากขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบาย...ฝึกกายให้มีความคล่องแคล่วชำนิชำนาญและสามารถในการปฏิบัติ ประกอบกับการสอนวิชาความรู้ต่างๆ อันเป็นพื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพเลี้ยงตัว...อีกขั้นหนึ่ง คือการสอนและฝึกฝนให้เรียนรู้วิทยาการที่ก้าวหน้าขึ้นไป พร้อมทั้งการฝึกฝนให้รู้จักใช้เหตุใช้ผล สติปัญญาและหาหลักการของชีวิต เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ความเจริญงอกงามทั้งทางกายและทางความคิด...
  • ...ในด้านที่ว่าจะหาความรู้ที่จะเรียนจะสอนนักเรียนอย่างไร เราต้องศึกษาว่าเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็เรียนจากเด็กเหมือนกัน...
  • ...แต่โบราณกาลมาครูได้รับการเคารพกราบไหว้อย่างเต็มที่ เพราะว่าเป็นผู้ที่ให้ความรู้ มาบัดนี้ครูส่วนมากถือการสอนเป็นอาชีพสำหรับหาเงิน เพราะว่าถูกสถานการณ์ต่างๆ บังคับ คือต้องมีอยู่มีกิน อันนี้ก็ขัดกัน แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าครูจะสามารถสอนอย่างเก่าได้โดยที่ครูต่างทำตัวให้น่าเคารพ แม้จะฝืดเคืองก็ยังกัดฟันสอนและแจกจ่ายความรู้ออกไป ดังนี้ก็จะได้ความเคารพจากลูกศิษย์และการสอนก็จะง่ายขึ้น แต่ว่าต้อวางตัวให้เป็นครูที่แท้...
  • ...การสอนให้นักเรียนมีความรู้ดีนั้นสำคัญมาก แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือจะต้องฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักพิจารณานำความรู้นั้นไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เหมาะสมแก่งานด้วย...
  • ...จึงคิดดูหลักการของฝรั่งโน้น นั่นคือต้องให้ผู้ที่มีอายุมากกว่าหรือมีความรู้มากกว่า สอนผู้มีอายุน้อยหรือมีความรู้น้อยกว่า จะได้ความรู้มาเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีความรู้มากกว่า...การสอนนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มพูนความรู้ของตนเอง...
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
การอ่าน "จับคำ" จากพระบรมราโชวาท ทำให้ผมเห็นว่า ในหลวงทรงเน้นว่า การศึกษาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน.... ตรงนี้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้สากลที่ได้รับการยอมรับทีหลังว่า บุคคลจะได้เรียนรู้ก็ต่อเมื่อได้คิดและทำด้วยตนเองเท่านั้น....


แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ (๒): สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา

ผม "ตัด" แล้ว "วาง" ไม่ได้ "ตัดต่อ" และไม่ได้ "คิดต่อ" หรือ "เขียนเติม" แต่อย่างใด อีกทั้งยังระวังไม่ให้ผิดความหมายเดิมของพระราชดำริอย่างที่สุด เพื่อให้ท่านมั่นใจในการน้อมนำไปปฏิบัติครับ

แนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ ๙ คัดมาเฉพาะให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ครับ

  • ...ผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาทุกๆ คน จึงต้องถือว่า ตัวของท่านมีความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างเต็มที่ ในอันที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เที่ยงตรง ถูกต้อง สมบูรณ์โดยเต็มกำลัง จะประมาทหรือละเลยมิได้ เพราะถ้าปฏิบัตให้ผิดพลาดบกพร่องไปประการใดๆ ผลรายอาจเกิดขึ้นแก่ส่วนรวมและประเทศชาติได้มากมาย...
  • ...คนที่จะใช้วิชาได้ดีนั้น ประการแรก จะต้องรู้วิชานั้นอย่างแจ่มแจ้งจัดเจนและทั่วถึง ทั้งในหลักใหญ่ในรายละเอียด ทั้งในส่วนที่เป็นเหตุ ทั้งในส่วนที่เป็นผล ประการที่สอง การงานที่ทำจะต้องเป็นงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่งานที่บ่อนเบียนทำลายไร้ประโยชน์ ประการที่สาม ผู้ที่ทำจะต้องรู้ลักษณะงานโดยถ่องแท้ โดยเฉพาะในจุดประสงค์ขอบเขต และวิธีปฏิบัติ ประการที่สี่ จะต้องมีความตั้งใจที่แน่วแน่ และมีความพรักพร้อม ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ขึ้นมา...
หน้าที่ของผู้จัดและผู้ให้การศึกษา
  • ...กล่าวอย่างสั้นที่สุด ก็คือการ "ให้คนได้เรียนดี"...ข้อแรกจะต้องสอนให้มีวิชาการที่ดี ที่ถูกต้องแน่นแฟ้น ให้มีความสามารถและมีหลักการในการปฏิบัติ ข้อสอง ต้องฝึกหัดอบรมจิตใจและความประพฤติปฏิบัติ ให้รู้เหตุผลและความรับผิดชอบชั่วดี เพื่อไม่ให้นำความรู้ไปใช้ในการเบียดเบียนกัน ข้อสาม ต้องมีกำลังและสุขภาพสมบูรณ์ทั้งทางกายทางใจ...
  • ...โรงเรียนนั้นมีหน้าที่สำหรับอุปการะและอุ้มชูผู้ที่ยังเยาว์วัย ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ...
  • ...เรื่องโรงเรียนนี้ก็ต้องให้ข้อสังเกตว่า เครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย จะเป็นอาคารเรียนก็ตาม หรืออุปกรณ์การศึกษา ตลอดจนครูอาจารย์เจ้าหน้าที่ก็ตาม มีมากหลายครบถ้วน การที่มีทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ศึกษาจะได้รับผลดี...การที่มีอุปกรณ์มากอาจทำให้ทั้งนักเรียนทั้งครู ขี้เกียจก็ได้ แต่ว่าถ้าทั้งอาจารย์ ครู และนักเรียนตั้งใจจริงๆ...อุปกรณ์ต่างๆ เป็นเครื่องช่วยทั้งนั้น แต่บางทีอุปกรณ์ทำให้ไม่มีความคิด จึง่ขอร้องให้ทั้งครูทั้งนักเรียนมีความคิด มีความเข้าใจว่า คนเราไม่ใช่คนอื่นสร้างให้ แต่คนต้องสร้างตนเอง...
  • ...การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน และไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่ง เป็นหน้าที่โดยตรงในระยะเดียว ไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องศึกษา เติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษา จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษา อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่ หมายความว่า การศึกษาที่ครบถ้วน ที่อุดมที่บริบูรณ์ แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกัน มิฉะนั้นคนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบปริญญาเอกแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่าการศึกษา ไม่มีที่สิ้นสุด...
  • ...เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปด้วยดี จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ต้องมีโรงเรียนและเครื่องอุปกรณ์ที่เหมาะสม ต้องมีครูที่จะสอนจะถ่ายทอดวิชา และจะต้องมีนักเรียน นักเรียนนั้นก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเป็นนักเรียนที่ตั้งใจที่จะเรียน สมชื่อว่าเป็นนักเรียน ก็หวังได้ว่ากิจการของโรงเรียนจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี...
  • ...สำหรับครูนั้นต้องทำตัวให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่เชื่อใจของนักเรียนเหมือนกัน ข้อแรกต้องฝึกฝนตนเองให้แตกฉานและแม่นยำชำนาญ ทั้งในวิชาความรู้และวิธีการสอน เพื่อสามารถสอนวิชาทั้งปวงได้โดยถูกต้อง กระจ่างชัด และครบถ้วนสมบูรณ์ อีกข้อหนึ่งคือต้องทำตัวให้ดี คือต้องมีและต้องแสดงความเมตตากรุณา ความซื่อสัตย์สุจริต ความสุภาพ ความเข้มแข็งและอดทน ให้ปรากฎชัดเจนเคยชินเป็นปรกติวิสัย...
  • ...เพราะถ้าเป็นครู ลูกศิษย์จะต้องนับถือได้ ต้องวางตัวให้เหมาะสมที่จะเป็นครู ไม่ใช่วางตัวอย่างหนึ่ง แล้วมาสอนอีกอย่างหนึ่ง ลูกศิษย์เขาเอาอย่าง...
  • ...นักการศึกษาเคยคิดกันว่า การให้ครูเป็นผู้สั่งสอนและแนะนำให้ศิษย์ทำตามนั้นอาจทำลายความคิดริเริ่ม ทำลายอิสรภาพของเด็ก และทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเองน้อยลง เห็นกันว่าควรจะให้เด็กได้อิสรภาพในการคิดว่าการทำและเรียนรู้ด้วยตนเองมากๆ ข้อนี้ทำให้ผู้ที่เป็นครูจำนวนไม่น้อยอึดอัดใจ เพราะขัดกับใจจริงของตนเองที่รู้สึกอยู่ว่า เป็นครูแล้วต้องสอน บางคนก็เกิดความลังเลในใจ ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรถูก ที่จริงคำว่าครูกับศิษย์นี้มีความหมายตายตัวอยู่แล้ว คือครูผู้สอน เป็นผู้แนะนำศิษย์ไปสู่ความรู้ ความดี ความฉลาดทั้งปวง ศิษย์ก็เป็นผู้เรียนรู้จากครู มีหน้าที่ที่จะต้องเรียนและเคารพเชื่อฟังครู ซึ่งเป็นผู้ให้วิชาความรู้แก่ตัว จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ธรรมดาเด็กจะต้องเรียนรู้ เมื่อครูไม่สอน ก็จะต้องเรียนรู้จากแหล่งอื่นและจากผู้อื่น ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่ผู้ที่สมควรเป็นครูเลย ทำให้เป็นโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ที่ชอบที่ประกอบด้วยเหตุผลได้ง่ายๆ ผลร้ายจึงเกิดตามมาเป็นัญหาที่ทำให้ต้องขบคิดอย่างสหนักกันอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องทำตัวให้เป็นครูที่แท้และต้องทำหน้าที่ครูให้จริง พยายามตั้งใจ พากเพียรสั่งสอนอบรมความรู้ ความคิด ความดีแก่ผู้เป็นศิษย์ให้เต็มกำลัง เพื่อช่วยให้ศิษย์ของท่านมีความรู้ ความคิด ความประพฤติที่ถูกต้องเป็นธรรมและเป็นทางสร้างสรรค์ ปัญหายุ่งยากทางการศึกษาและทางสังคมจักได้เบาบางลง...
  • ...ผู้เป็นครูอย่างแท้จริง นับว่าเป็นบุคคลพิเศษ ผู้ต้องแผ่เมตตาและเสียสละเพื่อความสำเร็จความก้าวหน้า และความสุขความเจริญของผู้อื่นอยู่ตลอดชีวิต...
  • ...ครูที่แท้นั้นเป็นผู้ที่ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและอุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่น อัดกลั้นและอดทน ต้องรักษาวินัย สำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติของตนให้อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดีงาม ต้องปลีกตัวปลีกใจจากความสะดวกสบาย และความสนุกรื่นเริงที่ไม่สมควรแก่เกียรติภูมิของตน ต้องตั้งใจให้มั่นคง ต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจ ต้องเมตตาหวังดี ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ ต้องอบรมปัญญาให้เพิ่มพูนสมบูรณ์ขึ้น ทั้งด้านวิทยาการและความฉลาดรอบรู้ในเหตุผล รู้จักเหตุผล... 
  • ...ถ้าขาดครูแล้ว ความก้าวหน้าก็จะไม่มี จะมีแต่ความถอยหลัง เพราะว่าอนุชนรุ่นหลังจะมีความรู้น้อยในทางวิชาการและในทางความรู้ที่จะดำรงตนเป็นมนุษย์ จะมีแต่ความรู้และมีความประพฤติตามสันดานของผู้ที่เป็นพาล ดังนั้นหน้าที่ของครูก็คือหน้าที่ที่จะรักษาสิ่งที่ดีที่งาม...
ครู
  • ...งานของครูนั้นเป็นงานพิเศษ ที่จะหวังผลตอบแทนเหมือนงานอื่นๆ ได้โดยยาก ผลตอบแทนที่สำคัญย่อมเป็นผลทางใจ ได้แก่ ความปิติชุ่มชื่นใจ ที่ได้ฝึกสอนคนให้ได้ดีมีความเจริญ...
  • ...ความก้าวหน้านี้แบ่งเป็นความก้าวหน้าทางวัตถุและความก้าวหน้าทางด้านจิตใจ ย่อมทราบดีว่าการที่ครูจะหวังความก้าวหน้าทางวัตถุนั้นยากอยู่ ...แต่ความก้าวหน้าทางจิตใจจะมีมาก เพราะว่าครูที่มีจิตใจเป็นครูที่แท้ย่อมเป็นที่นับถือของลูกศิษย์ และครูคนหนึ่งๆ ก็มีลูกศิษย์เป็นจำนวนสิบ จำนวนร้อย จำนวนพัน การที่ได้สร้างให้ลูกศิษย์จำนวนมากนี้ให้มีความรู้และเป็นมนุษย์ที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อโลก...
  • ...ความเป็นครู หมายถึง การมีความรู้ดีประกอบด้วยหลักวิชาที่ถูกต้องแน่นแฟ้นและแจ่มแจ้งแก่ใจ รวมทั้งคุณความดีและความเอื้ออารี ปรารถนาที่จะถ่ายทอดเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นได้มีความรู้ความเข้าใจที่ดีด้วย ความแจ่มแจ้งแน่ชัด ย่อมทำให้สามารถส่องแสดงความรู้ออกมาให้เข้าใจตามได้โดยง่าย ทั้งในการปฏิบัติงานย่อมทำให้ผู้ร่วมงานได้เข้าใจโดยแจ่มชัด...
  • ...ความเป็นครูนั้นประกอบขึ้นด้วยสิ่งที่มีคุณค่าหลายอย่าง อย่างหนึ่งได้แก่ ปัญญา...อย่างหนึ่งได้แก่ ความดี อีกอย่างหนึ่งได้แก่ ความสามารถ ที่จะถ่ายทอดความรู้ดีของตนเองไปยังผู้อื่น...
  • ...ถ้าพูดถึงว่าครูต้องสอน ครูก็ไม่ใช่เรียนจากลูกศิษย์ ลูกศิษย์ต้องเรียน ไม่ใช่สอนครู ข้อนี้ขอขยายความ และขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่เด็กหรือผู้ที่เป็นลูกศิษย์จะต้องราบคาบกับครู หรือครูจะต้องกดหัวลูกศิษย์ไม่ให้มีความคิดริ่เริ่มใดๆ เลย แต่ว่าหมายถึงว่า ครูที่ดีมีความรู้อะไร ต้องแผ่ไปหมด ความรู้ทั้งวิชาการและธรรมะ คือความเมตตา ต้องแผ่ให้ลูกศิษย์หมด ไม่ใช่มานั่งดูเขาสาธิตว่าลูกศิษย์เป็นยังไง แล้วก็มาถามเขา...
  • ...ผู้เป็นครูนั้นจะต้องมีจิตใจสูง...ใช้คำว่าครูนั้นดูเหมือนต่ำกว่าคำว่าอาจารย์ อาจารย์นั้นดูท่าทางเป็นผู้ที่มีความรู้สูงกว่า มีฐานะสูงกว่า แต่ความจริงคำว่า ครู นั้น เป็นคำที่สูงยิ่ง เพราะถือเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพบูชาได้...ครูเป็นเหมือนคำศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นถ้าผู้ใดเป็นครูแล้วและทำตัวอย่างที่ดี...ก็จะยิ่งเป็นผลดีใหญ่...
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า "บริบท" ของไทยคืออะไร เราเคารพครูและบูชาครูอย่างที่สุด เราสอนทั้งวิชาวิทยาการและคุณธรรมเสมอ.... ปัญหาคือครูที่แท้จริงกำลังท้อแท้อยู่หรือไม่ เราจะมีส่วนในการช่วยท่านอย่างไร....

แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ (๑) : ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการศึกษา

ผมมีความเห็นเป็น "สมมติฐาน" ว่า การปฏิรูปการศึกษาของไทยไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนกับประเทศที่เรามองเขาเป็นต้นแบบ เป็นเพราะเราไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของเราเอง... แม้ตอนนี้ทุกคนจะรู้ว่าใช่แบบไม่ต้องพิสูจน์ แต่คำถามคือ อะไรคือบริบทของไทยเราที่ไม่ได้เอามาพิจารณา จึงได้เริ่มศึกษาจากแนวพระราชดำริของกษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (บันทึกแรกที่นี่)


เนื่องจากเป็นแนวพระราชดำริ จึงไม่ขออ่านเอาความหรือตีความ แต่อ่านแล้วคัดประโยคสำคัญมารวมกันไว้เฉพาะด้านการศึกษา เริ่มจากรัชกาลที่ ๙ ในหลวงของเรา

 ผม "ตัด" แล้ว "วาง" ไม่ได้ "ตัดต่อ" และไม่ได้ "คิดต่อ" หรือ "เขียนเติม" แต่อย่างใด อีกทั้งยังระวังไม่ให้ผิดความหมายเดิมของพระราชดำริอย่างที่สุด เพื่อให้ท่านมั่นใจในการน้อมนำไปปฏิบัติครับ

ความสำคัญของการศึกษา
  • ...เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคนและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล...
  • งานด้านการศึกษาเป็นงานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ...
  • ...การศึกษาจึงเป็นกลไกสำคัญและเป็นกลไกที่ต้องมีไว้สำหรับส่วนรวม...
  • ...การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต เพราะเป็นรากฐานสำหรับช่วยให้บุคคลสามารถก้าวไปถึงความสำเร็จ ความสุข ความเจริญทั้งปวง ทั้งของตนเองและของส่วนรวม...
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
  • ...คือการทำให้บุคคลมีปัจจัยหรือมีอุปกรณ์สำหรับชีวิตอย่างครบถ้วนเพียงพอ ทั้งในส่วนความรู้ ความคิดวินิจฉัย ส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทนและความสามารถในอันที่จะนำความรู้ความคิดไปใช้ในการปฏิบัติงานด้วยตนเองให้ได้จริงๆ เพื่อความสามรถในการดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่นคง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองและสังคมได้ตามสมควรแก่ฐานะด้วย
  • ...เมื่อสามารถทำกิจวัตรของตัวได้แล้ว....ต้องสอนให้รู้จักทำงานต่างๆ ให้รู้จักแสวงหาสิ่งต่างๆ ตามต้องการให้มากขึ้น เพื่อทำให้ชีวิตมีความสะดวกมีความสบาย...อ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือได้... มีความสามารถที่จะแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวมากขึ้น...สอนให้รู้จักเรียนรู้วิทยาการที่ก้าวหน้าขึ้น
  • ...ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของวิชาการ หมายถึงว่า...ต้องมีวิชาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพของตัว..
  • ...พร้อมทั้งการฝึกฝนให้รู้จักใช้เหตุผลสติปัญญา และหาหลักการของชีวิต เพื่อให้สร้างสรรค์ความเจริญทั้งทางกายแลทางความคิด อันนี้เป็นขั้นสุดท้ายหรือขั้นสูงสุดของการศึกษา...ต้องมีความรู้ในทางการใช้ความคิดใช้ปัญญาใช้พิจารณาอย่างรอบคอบด้วย..แม้ดูคล้ายๆ เป็นความรู้ที่ใช่สำหรับมาประกอบอาชีพแท้ๆ แต่ทุกคนต้องการที่จะใช้สมองที่จะหาความเจริญในทางจิตใจ เพื่อที่จะทำอะไรๆ ที่เป็นที่พอใจ เป็นที่อิ่มใจได้...
  • ...กล่าวโดยวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือการสร้างสรรค์ความรู้ความคิดพร้อมทั้งคุณสมบัติและจิตใจที่สมบูรณ์ ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล เพื่อช่วยให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างราบรื่น ทั้งสามารถบำเพ็ญประโยชน์สุขเพื่อตน เพื่อส่วนรวมได้ตามควรแก่อัตภาพ...
  • ...การศึกษานี้มีไว้สำหรับสร้างคนที่มีอายุน้อย ก็ต้องเรียนและสร้างตนเองขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่ จริงๆ เป็นผู้ใหญ่นี้หมายความว่า มีความรู้ในวิชาการและมีความรู้ในการวางตัวให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ คนที่มีความรู้วิทยาการมากและมีความรู้ศีลธรรมความประพฤติ วางตัวได้ดี ก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ได้เร็ว...
ความหมายของการศึกษา

  •  ...การให้การศึกษา คือการแนะนำและส่งเสริมบุคคลให้มีความเจริญงอกงามในการเรียนรู้คิดอ่าน และการกระทำตามอัตภาพของแต่ละคน...
  • ...ความรู้ที่สะสมเอาไว้ในตัวเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเสมือนประทีปสำหรับนำทางเราไปในการปฏิบัติตนในชีวิต...เป็นเครื่องนำทางไปสู่ความเจริญ...เท่ากับเป็นสิ่งที่จะเลี้ยงตัวเลี้ยงกายเรา  ความรู้ในทางการประพฤติที่ดี จิตใจที่เข้มแข็ง...มีความซื่อสัตย์สุจริต...มีความขยันหมั่นเพียร..มีความตั้งใจที่แน่วแน่นั้น ไม่มีทางที่จะล่มจม...เพราะจะเห็นแจ้งที่ควรทำ ไม่ถลำไปในทางที่ไม่ถูกต้อง อันนี้ก็เป็นความหมายของการศึกษา...
  • ...การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติและคุณธรรมของบุคคล...
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
  • ...วิชานั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ตามภาวะและความจำเป็นของโลก ก็ต้องแตกสาขากว้างขวางมากมายเป็นธรรมดา จนบางทีทำให้แลไม่เห็นว่า สาขาวิชาต่างๆ มาจากต้นตออันเดียวกัน และลืมไปว่าวิชาแต่ละสาขานั้น มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอยู่ เมื่อเป็นดังนี้ ที่สุดวิชาก็ต้องขาดจากกัน คนที่เรียนและใช้วิชานั้นๆ ก็ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ไม่ปรองดองกัน ยังผลให้การงานติดขัดบกพร่องและเสียประโยชน์ที่พึงได้ด้วยประการต่างๆ ดังนั้นผู้ฉลาดจึงควรต้องศึกษาให้เห็นจริง และให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าวิชาทั้งหลายเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นส่วนประกอบของกันและกัน เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันอย่าสงแน่นแฟ้น แล้วดึงเอาวิชาการบุคคล กับทั้งกิจการที่เกี่ยวข้องมารวมกัน เพื่อผลและประโยชน์อันเลิศร่วมกันของเรา...
  • ...การศึกษาวิทยาการทุกอย่าง ยิ่งศึกษาค้นคว้ามากขึ้นเท่าใด ก็ยั่งจำเป็นต้องกระทำให้ละเอียดเฉพาะลงไปเท่านั้น และผู้ที่ได้ผ่านการศึกษาระดับนี้มาแล้ว ย่อมจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชา จะไม่ก้าวก่ายกับวิชาที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของตน แต่ในการใช้วิชา ในการปฏิบัติงานนั้น แม้เพียงงานเล็กน้อยอย่างหนึ่งอย่างใดแต่เพียงอย่างเดียว ก็จำเป็นต้องอาศัยหลักวิชาหลายๆ สาขานำมาเป็นเครื่องช่วยปฏิบัติ จึงจะสำเร็จผลที่ดีได้...
ความรู้ที่พึงประสงค์
  • ...วิชาความรู้อันพึงประสงค์นั้น ได้แก่ วิชาและความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจน แม่ยำ ชำนาญ นำไปใช้ในการเป็นประโยชน์ได้พอเหมาะสมควร ทันต่อเหตุการณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ..
  • ...เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว การเรียนความรู้ แม้มากมายเพียงใด บางที ก็ไม่ช่วยให้ฉลาดหรือเจริญได้เท่าไรนัก ถ้าหากเรียนไม่ถูกถ้วน ไม่รู้จริงแท้ การศึกษาหาความรู้สำคัญตรงที่ว่า ต้องศึกษาเพื่อให้เกิด "ความฉลาดรู้" คือรู้แล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นโทษ...
  • ...ผลอันพึงประสงค์ของการศึกษา กล่าวสั้นแต่โดยเนื้อแท้มีสองสถาน สถานหนึ่งคือความรู้แจ้งจริงในวิทยาการ...อีกสถานหนึ่งได้แก่ ความคิด จิตใจ ที่ฝึกฝนกล่อมเกลาแล้วอย่างถูกต้องให้คล่องแคล่วและสุจริตยุติธรรม...
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
การอ่านจับคำของผมคราวนี้ ทำให้ผม เข้าใจชัดเจนว่า ระบบ "เกรดนิยม" ที่เป็นอยู่ของการศึกษาไทยนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจากไม่ฟังและน้อมนำพระราชดำริของในหลวงมาใช้อย่างจริงจังนั่นเอง... 

แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ (๔) : หลักการเรียนรู้

 ผม "ตัด" แล้ว "วาง" ไม่ได้ "ตัดต่อ" และไม่ได้ "คิดต่อ" หรือ "เขียนเติม" แต่อย่างใด อีกทั้งยังระวังไม่ให้ผิดความหมายเดิมของพระราชดำริอย่างที่สุด เพื่อให้ท่านมั่นใจในการน้อมนำไปปฏิบัติครับ เกี่ยวกับ "หลักการเรียนรู้" ตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ดังนี้

  • ...การเรียนรู้ลักษณะแรก คือ การเรียนรู้หรือรับรู้ความรู้ของผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นการฟัง การอ่าน การสังเกต ดู จำ อย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น การเรียนรู้อย่างนี้จัดเป็นการเรียนรู้ขั้นต้น เพราะยังต้องรู้ตามเขา โดยยังมิได้ดิจารณาพิสูจน์สอบสวน อาจถูก ผิด ดี ชี่ว มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ดีบุคคลก็จำเป็นต้องเรียนรู้โดยลักษณะนี้ด้วย...
  • ...เมื่อต้องการทราบเรื่องใดจริงๆ จึงนำมาศึกษาพิจารณาและวินิจฉัยให้เห็นเหตุเห็นผลอีกชั้นหนึ่ง การเรียนรู้ด้วยการพิจารณาวินิจฉัยแล้วนี้ จัดเป็นการเรียนรู้ลักษณะที่สอง ซึ่งสูงขึ้นมากกว่าระดับที่รู้ตามผู้อื่น ความรู้ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นความเข้าใจของตนเอง ซึ่งเชื่อมั่นได้ และใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น...
  • ...การนำเอาสิ่งที่รับรู้มาแล้ว หรือที่ทำความเข้าใจแล้วนั้น มากฝึกหัดปฏิบัติด้วยกายด้วยใจให้ประจักษ์ผลขึ้น เกิดเป็นความรู้อันชัดแจ้งแน่นอนตรึงตราอยู่ในใจพร้อมกับความสามารถชัดเจน ที่จำนำไปทำการอย่างมีประสิทธิภาพได้ทุกเมื่อ การเรียนรู้ในลักษณะนี้จัดเป็นขั้นสูงสุดที่จะพึงศึกษาฝึกฝนได้...
  • ...การศึกษาที่ปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน จะส่งเสริมให้ภูมิรู้และความสามารถสูงขึ้น ให้ความคิดความอ่านกว้างขวาง ลึกซึ้ง ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ไม่จนปัญญา ทั้งสามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นได้ชัดเจน ทำให้ร่วมงานประสานประโยชน์ได้กับทุกคนทุกฝ่ายได้อย่างราบรื่น...
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ผมรู้สึกภูมิใจและทึ่งในสายพระเนตรที่ยาวไกล คลอบคลุม สอดคล้อง และทันสมัยถือเป็นหลักของทฤษฎีการศึกษาสมัยใหม่ทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้จากการปฏิบัติสกัดจากประสบการณ์ ๑ : ภาพรวมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษใหม่ ทำให้สังคมไทยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เกิดวิกฤติการเมืองประชาชนมีความเห็นแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน คุณธรรมและจริยธรรมของสังคมตกต่ำอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน ปัญหาสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงคืออุปนิสัยของคนไทยที่ไม่ "พอเพียง" นั่นเอง

ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของศูนย์พัฒนาวิชการเพื่อการเรียนรู้ (Center of Academic Development for Learning: CADL) คือการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ถานศึกษาทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยใช้การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เป็นเครื่องมือในดำเนินการใน ๓ แนวทางหลัก ได้แก่ ๑) นักสร้างเครือข่าย ๒) เป็นนักขับเคลื่อน และ ๓) นักวิชาการ

ในบทบาทนักสร้างคือค่าย  CADL ทำหน้าที่เป็นทั้ง "คุณเอื้อ" และ "คุณอำนวย" อำนวยให้เกิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายหนุนเสริมการขับเคลื่อนฯ ขึ้นในพื้นที่ ปัจจุบันสำนักศึกษาทั่วไปมีข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานด้านการศึกษา ๖ หน่วยงานได้แก่ เทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต ๑, ๒, ๓ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๖ นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือกับมูลนิธิยามกัมมาจลในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) สู่โรงเรียนในเขตพื้นที่อีสานตอนบนจำนวน ๒๖ โรงเรียน

สำหรับบทบาทนักขับเคลื่อนฯ ทีม CADL เป็น"คุณอำนวย" ที่มีบทบาทในลักษณะวิทยากรกระบวนการ หรือเรียกว่า "กระบวนกร" เป็น "คุณกิจ" ทำหน้าที่ออกแบบกิจกรรมและกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้รู้และเข้าใจ ปศพพ.ด้านการศึกษา สร้างแรงบันดาลใจในการนำไปปฏิบัติกับตนเอง และนำผลสำเร็จที่ภาคภูมิใจไปเผยแพร่ขยายผลสู่ผู้อื่น โดยมุ่งเป้าไปยังโรงเรียนในโครงการความร่วมมือกับมูลนิธิสยามกัมมาจล และนิสิตในโครงการเด็กดีมีที่เรียนเป็นอันดับแรก


ส่วนบทบาทนักวิชาการ CADL เน้นการรายงานผ่านบันทึการทำงาน การสะท้อนผล และเขียนบทสังเคราะห์ชี้นำแนวทางขับเคลื่อนฯ ผ่านสื่อในสังคมออนไลน์ Facebook กลุ่ม "SEEN อีสาน" และ เว็บไซต์ของมูลนิธิสยามกัมมาจล http://www.scbfoundation.com/ และ http://www.gotoknow.org/blog/porpieng

จากประสบการณ์ขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมา CADL พบว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลัก ปศพพ. ว่าเป็นอันเดียวกันกับ "เกษตรทฤษฎีใหม่" เมื่อไหร่ที่กล่าวถึง "พอเพียง" ต้องมีที่ดิน ๑ แบ่งเป็น ๔ ส่วน ปลูกพืช ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ฯลฯ  ไม่เข้าใจว่าหลัก ปศพพ. เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ ที่สามารถน้อมนำมาใช้กับทุกกิจกรรมในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในชีวิตประจำวัน แม้แต่การไหว้ทักทายครูประจำวันหน้าโรงเรียน หากรู้เหตุผลว่าทำไมต้องไหว้ ไหว้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมคือ "พอประมาณ"  จำทำให้นักเรียนมีกริยามารยาทงาม และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย ถือเป็นภูมิคุ้มกันในตนและคนในสังคมด้วย เป็นต้น ความเข้าใจไม่ถูกส่งผลให้การขับเคลื่อนผิดทาง เกิดความเข้าใจว่าการขับเคลื่อน ปศพพ. เป็นหน้าที่ของใครคนใดที่ได้รับมอบหมาย เข้าใจว่าเป็นภาระงานเสริมเพิ่มเติมจากงานหลัก

CADL ดำเนินการทั้ง ๓ บทบาทนี้พร้อมๆ กันอย่างบูรณาการโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การปลูกฝังอุปนิสัย "พอเพียง" ให้กับนักเรียนและนิสิต ด้วยหวังว่าเยาวชนเหล่านี้ที่น้อมนำหลัก ปศพพ. มาเป็นหลักคิด และหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตของตน จะเป็นส่วนหนึ่งของกำลังสำคัญที่จะพัฒนาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นวิกฤตและเจริญรุ่งเรืองต่อไป