วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

"ธุรกิจพอเพียง" เศรษฐกิจพอเพียงภาคปฏิบัติ เครื่องมือในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดย อ.พีรวัศ กี่ศิริ

การเดินทางไปเรียนรู้ดูงานกับ รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙ (อ่านที่นี่) ไม่ใช่ความจำเป็นยิ่งยวด เพราะผมได้เรียนรู้จากท่านมาหลายครั้งหลายเวที เขียนสะท้อนการเรียนรู้ไว้บ้างแล้วก็มี (เช่น ที่นี่)  แต่ที่จำเป็นต้องไปให้ได้ แม้ว่าจะใช้งบประมาณของราชการไม่น้อย เพราะ อ.พีรวัศ ท่านบอกไว้ตั้งแต่ตอนท่านมาช่วยพัฒนาอาจารย์ผู้สอนรายวิชา ปศพพ. ของ มมส. ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ และต่อมาในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ท่านช่วยเชิญเพื่อนสนิท (อ.ทนง ขันทอง) บรรณาธิการอาวุโสในเครือเนชั่น มาบรรยายพิเศษให้อาจารย์และนิสิตฟัง (อ่านได้ที่นี่) ความมุ่งมั่น เสียสละ และจิตอาสา ทำให้เห็นต้องมาเจอ มาเป็นส่วนหนึ่งของ "นักรบพอเพียง" ให้ได้ ... ขอบคุณท่านอีกครั้งครับ

"นักรบพอเพียง" คือคำจำเพาะที่ อ.พีรวัศ กี่ศิริ ท่านใช้เรียกคนที่กำลังอุทิตนเพื่อขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) โดยเฉพาะหมายถึงตัวท่านเองที่กำลังผลักดันเรื่องนี้สู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ (ติดตามงานของท่านได้ทางเฟสที่นี่) ... ผมตีความว่า ที่ท่านใช้คำว่า "นักรบ" เพราะต้องการสื่อว่า ขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ แต่อยู่ในภาวะสงคราม สงครามระหว่างทุนนิยมเสรีแบบสุดโต่งกับเศรษฐกิจพอเพียง ธรรมะนิยมที่เน้นความสมดุลและยั่งยืนสงครามการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจเพื่อยึดครองทรัพยากร  ... หากอยากรู้สถานการณ์ ให้อ่านบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับ อ.ทนง ขันทอง เพื่อนสนิทของท่านได้ ที่นี่ครับ

ยุทธการของ อ.พีรวัศ คล้ายกับวิธีการของ อ. ไพโรจน์ที่มุ่งเป้าไปยังโรงเรียน ต่างกันตรงที่ อ.ไพรโจน์ ใช้โครงงานและกิจกรรมเป็นเครื่องมือหรือตัวกลาง ส่วน อ.พีรวัศ มุ่งใช้การทำ "ธรุกิจพอเพียง" ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการผลิต->การแปรรูป->การค้าขาย เรียนจากชีวิตจริง "ของจริง" การแก้ปัญหาจริงๆ ค้าขายจริงๆ ซึ่งหากมองในมุมของการศึกษานั้น เรายอมรับกันอยู่แล้วว่า การกำหนดสถานการณ์หรือปัญหาใดๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกโรงเรียน ไม่มีทางทำให้เกิดผลการเรียนรู้กับผู้เรียนได้เหมือน "ของจริง" โดยเฉพาะความฉลาดหรือทักษะทางการเงิน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไทยที่ไม่มีสอนในโรงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ยกเว้นเพียงคณะผลิตปริญญาโดยตรงเท่านั้น

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของ อ.พีรวัศ แสดงดังภาพด้านล่าง (ท่านส่งฉบับอัพเดทมาให้สดๆ ร้อน วันนี้เองครับ)


ท่านยื่นแผ่นความคิดรวบยอดนี้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมกับถามว่า "ช่วยดูหน่อย ควรปรับแก้ตรงไหน?"  ผมตอบท่านไปเพราะนั่งใกล้ติดกันว่า มิบังอาจขนาดนั้นครับ แต่หากถามว่าดูแล้วเข้าใจอย่างไร?  อันนี้น่าจะพอเสนอความเห็นได้ดังนี้ครับ

มีประเด็นสำคัญ ๔ เรื่อง ได้แก่ ๑) ปัญหาและที่มา ๒) นิยามและความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓) ธุรกิจพอเพียง และ ๔) เศรษฐกิจพอเพียงสู่โลกสากล


  • "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม"  พระปฐมบรมราโชวาท (เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓) คือจุดเริ่มต้นของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
  • เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาจากการทรงงาน ไม่มีในตำรา
  • คำว่า "...โดยธรรม..." หมายถึงธรรมะ ดังนั้น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงสัมพันธ์กับทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ รากฐานของระบอบธรรมาธิปไตย 
  • ทรงตรวจแก้ไขและพระราชทานเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
  • เราอัญเชิญมาพัฒนาประเทศ โดยใช้เป็นหลักคิดในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๙ เป็นต้นมา 
  • ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ใช้ชาติอยู่รอดได้คือ ความสามัคคี  

  • ประเด็นที่ ๒ เป็นความคิดรวบยอดเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 
  • ธุรกิจพอเพียง คือการประยุกต์ใช้หรือน้อมนำมาใช้ด้วยทักษะแห่งการรู้ตัว คือ มี "สติ" 
  • มีเหตุผลในการตัดสินใจ 
  • พอประมาณ คือ ต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 
  • ประเทศไทยต้องมีภูมิคุ้มกันจากการล่าอาณานิคมสมัยใหม่  ... ไม่ให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งอีก


  • ธุรกิจพอเพียง จะปลูกฝังให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ในอนาคต (Entrepreneur) ... (ไม่ใช่เรียนไปเป็นลูกจ้าง)
  • ผู้เรียนจะได้ฝึกมองหาโอกาสในการทำการค้า กล้าเผชิญความเสี่ยงอย่างฉลาด ลงมือทำอย่างเส้นคงวา และมีความสามารถในการบริการจัดการจนเป็น "ธุรกิจ" 
  • การทำธุรกิจพอเพียง ไม่ได้หวังผลกำไรมากที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในตัวผู้เรียน โดยเฉพาะทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม โดยใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ที่ทันสมัย (KM 3.0) ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่าน ICT และการรวมกลุ่มและสร้างชุมชนนักปฏิบัติ (PLC)

  • ธรรมะเป็นสิ่งสากล ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือหนัาที่ที่ต้องปฏิบัติ ธรรมะคือผลที่ได้จากการปฏิบัติ (๔ ความหมาย) ... นี่เป็นการตีความของท่านพุทธทาสภิกขุ (อ่านได้ที่นี่) ... ผมเข้าใจว่า ท่านจะเน้นว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นตั้งอยู่บนทางสายกลาง อันเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา และขณะนี้ธรรมะ ศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น กำลังได้รับการเผยแพร่สู่สากล
  • พระไตรปิฎกฉบับสากล (ภาษาโรมัน) ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการไปทั่วโลก (อ่านที่นี่
  • ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามมติที่ประชุมของสหประชาชาติที่ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals (SDGs)) ๑๗ ประการ อ่านได้ที่นี่  หรือที่นี่

ที่มา : http://www.tsdf.or.th/th/seminar-event/10268/sustainable-development-goals-sdgs


ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ปศพพ. ด้วย "ธุรกิจพอเพียง" ของ อ.พีรวัศ ชี้บอกวิธีการนำเอาวิธีการปลูกฝัง ปศพพ. ๕ ขั้นตอน (อ่านได้ที่นี่) ที่ผมได้เรียนรู้จากการ(แอบฟัง) องคมนตรี นพ.เกษม คุยกับนักเรียนทุนพอเพียงก่อนงานมอบทุนฯ รุ่นที่ ๕ ไปใช้ในเชิงกว้างและเป็นสากลมากขึ้น และโดยเฉพาะท่านกำลังทำให้ดูอยู่เป็นตัวอย่าง... การเดินทางของนิสิตแกนนำฯ ที่ มมส. จึงพอจะเห็นลู่ทางแล้ว...

เสียดายที่ผม ไม่มีโอกาสได้ติดตามไปฟังบรรยายของ อ.พีรวัศ เรื่อง "ธุรกิจพอเพียง" ในวันถัดมา (๑๔ มีนาคม ๒๕๕๙) หากมีคลิปวีดีโอหรือเอกสารที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ต่อไป โปรดช่วยแนะให้จะขอบพระคุณมากครับ

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจอเพียงจาก รศ.ไพโรจน์ กีรีรัตน์ มอ.หาดใหญ่ สงขลา "ขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย"

วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ผมเดินทางไกลไปเรียนจากผู้รู้ ท่านประจำอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ. วิทยาเขตหาดใหญ่ รองศาสตราจารย์ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ท่านเป็น "อาจารย์ผู้พัฒนาครู" และคิดว่าท่านจะเป็น "ครูผู้สอนอาจารย์" ในด้านการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) ด้านการศึกษาในมหาวิทยาลัย  ... (ผมเคยเขียนสะท้อนการเรียนรู้จากท่านแล้วครั้งหนึ่ง อ่านได้ที่นี่)

การสนทนาเป็นไปอย่างสนุกได้เรื่องประเทืองปัญญา จุดเด่นคือคนไม่เยอะ จึงได้อภิปรายเสนความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และมี feedback จากทุกประเด็น เห็นข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ทำอย่างไร เน้นจุดไหน ที่ทำมาได้ผลอย่างไร ฯลฯ

การพูดคุย ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งใดๆ ที่มักเริ่มจากจุดมุ่งหมายและปัญหาที่มักกำหนดมาด้วยตนเองหรือกระบวนกรกำหนด ไว้  แต่การสนทนาเริ่มตั้งแต่ร่วมกันหาว่าอะไรที่เราอยากคุย อยากคุยแบบไหน กระบวนการควรเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงจาก "ตุ๊กตา" ที่ท่านวางไว้หรือไม่ ควรจะใช้เวลาเท่าไหร่ พร้อมๆ กับการแลกเปลี่ยนกันไปมา

สิ่ง ที่ผมได้เรียนรู้มากๆ คือวิธีการตั้งคำถาม  เป็นการถามที่ไม่ได้มุ่งให้ได้คำตอบ เช่น ไม่ใช่ถามว่า จะทำให้เข้าใจ ปศพพ. อย่างถูกต้องอย่างไร?  หรือ อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดของการทำให้ผู้เรียนเข้าใจ ปศพพ. อย่างถูกต้อง?  แต่ตั้งคำถามว่า จะตั้งคำถามอย่างไรให้นำไปสู่ความเข้าใจวิธีการทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้อย่าง ถูกต้อง? 








กลไกที่ท่านใช้คือ  บูรณาการทั้งเนื้อหาและทักษะเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลงในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาเสริมหลักสูตรของคณะขนาด ๑ หน่วยกิตวิชาหนึ่ง  เป็นวิชาเรียนทั้งภาคเรียน ไม่มีห้องเรียนประจำ  อาจารย์ผู้สอนจะทำความเข้าใจร่วมกันถึงจุดมุ่งหมายและขั้นตอนวิธีการสอน และทำหน้าที่เป็นเหมือน "ผู้ตั้งปัญหา" (ยิงคำถาม)  มากกว่าจะเป็น "ที่ปรึกษา" เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้



วิธีการคือ แบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มๆ ละ ๕-๖ คน แล้วมอบหมายให้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ในโรงเรียน ด้วยโจทย์ประมาณว่า จะทำอย่างไรก็ได้ให้นักเรียนเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถูกต้อง ผ่านการพานักเรียนลงมือทำ  ใช้การเรียนรู้แบบโครงงานหรือกิจกรรมจิตอาสา ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือทำ แล้วกลับมานำเสนอเป็นระยะๆ  ตั้งแต่ นำเสนอ "ข้อเสนอโครงงาน" -> นำเสนอหรือสาธิตกิจกรรมที่จะนำไปสอนนักเรียน ->นำเสนอรายงานความก้าวหน้า ->นำเสนอผลการเรียนรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม  โดยมีอาจารย์และตัวแทนครูที่อยู่โรงเรียนช่วยกัน "ตั้งคำถาม" และสะท้อนการเรียนรู้ของผู้เรียน

โดยสรุปคือ การใช้กิจกรรมหรือโครงงาน เป็นเครื่องมือ (หรือท่านใช้คำว่าตัวกลาง) ทำให้นักศึกษาเข้าใจ ปศพพ.

หลักคิดที่ตกผลึกแล้วจากการปฏิบัติและเห็นผลชัดแล้ว ของ รศ.ไพโรจน์ คือ การสร้างความเข้าใจและเข้าถึงความ "พอเพียง" จากการฝึกใช้เหตุและผล ท่านบอกว่าต้องเริ่มที่การฝึกคิดวิเคราะห์เหตุและผล พิจารณาจากสไลด์ของท่านด้านล่างครับ




ผมเรียนรู้จากท่านผ่านสไลด์นี้ดังนี้ครับ
  • เราทุกคนอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม  ทักษะการใช้เหตุผลจะทำให้เราทุกคนสามารถเข้าถึง "ความพอประมาณ" อันเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ 
  • เหตุผลคือสิ่งกำกับสำคัญ ที่ต้องฝึกคิดให้เป็นนิสัย ไม่ว่าจะพิจารณาถึง "ความพอประมาณ" หรือ "ภูมิคุ้มกัน" คือเอาเหตุผลกำกับ
  • เมื่อสิ่งใดๆ เข้ามาสู่ตน ให้คิดวิเคราะห์เหตุผลบนฐานของความรู้และคุณธรรม วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะตัดสินใจทำหรือพูด 
  • หากตัดสินใจถูกต้อง ผลจากการพูดและกระทำจะนำมาสู่ภูมิคุ้มกันที่ดี ในทางปฏิบัติอาจมีหลายทางเลือกที่เป็นไปได้ในการตัดสินใจ  ให้เลือกทางเลือกที่จะทำให้เกิดผลที่กลายมาเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในตน 
  • ต้องฝึกให้มีวิถีคิดแบบเหตุผลนี้ และมีการตรวจสอบ ประเมินตนอยู่เสมอ  
  • หากทำจนเกิดเป็นนิสิต จะนำมาสู่ความสุขและความยั่งยืน 
บันทึกต่อไป มาดูโมเดลของอาจารย์พีรวัศ กี่ศิริ ที่ท่านได้นำมาเสนอในการเสวนาครั้งนี้ด้วย

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ๕ ขั้นตอน

วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ๕ ขั้นตอน ต่อไปนี้ ผู้พูดคือ ท่านองคตรี นพ. เกษม วัฒนชัย ...(หากจะทำให้ท่านผู้อ่านเชื่อถือมากขึ้น) เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๘  ขณะท่านเยี่ยมชมผลงานของนักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะเข้าร่วมพิธีมอบทุนฯ รุ่นที่ ๕

ผมยืนฟังอยู่หลัง "ผู้ฟัง" (อีกที) อย่างใจจดจ่อ  เพราะสำหรับผมแล้ว นี่คือโอกาสทองของการเรียนรู้ และก็ไม่ผิดหวัง  ท่านบอกว่าวิธีปลูกฝังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักเรียน ควรทำข้อปฏิบัติ ๕ ประการ แสดงดังภาพ



ผมจับใจความและขยายความได้ดังนี้ครับ

๑)  ครูสอนให้นักเรียนให้ทำงานหาเงินด้วยตนเอง สอนให้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ล้างจาน ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ฯลฯ สร้างโอกาสให้นักเรียนหาเงินด้วยตนเอง อาจรับจ้างงานที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น รับจ้างล้างจาน หรืองานประดิษฐ์ต่างๆ ที่ครูสอนในโรงเรียน  เป็นต้น   "... เด็กจะเห็นคุณค่าของเงิน เมื่อเขารู้ด้วยตนเองว่า กว่าจะได้เงินมานั้นยากแค่ไหน ...สังเกตไหม เงินที่ได้มาง่าย จะใช้จ่ายง่าย...  เงินที่พ่อแม่ให้มาหรือแม้แต่เงินทุนการศึกษานั้นได้มาง่าย เด็กๆ จะใช้โดยไม่รู้จักคุณค่า.... "  ...  สรุปสำคัญคือ ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของเงินด้วยการหาเงิน

๒) ให้ทำบัญชีรับ-จ่าย  ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายครับ แต่ท่านเน้นว่า ต้องให้แบ่งเงินออมออกมาก่อน และต้องซื่อสัตย์ มีวินัยกับการบันทึก บันทึกทุกอย่างทุกวัน หมายเหตุเหตุในการจ่ายไว้เตือนความจำ... ผมตีความว่า การทำบัญชีรับ-จ่าย จะทำให้นักเรียนรู้จักตนเองด้านมิติวัตถุ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการปลูกฝังอุปนิสัย "พอเพียง" ซึ่งเบื้องต้นต้องทำให้นักเรียนรู้ตนเองก่อน

๓) ทุกๆ เดือน ให้เอาบัญชีรับ-จ่าย มาวิเคราะห์บนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ แต่ละรายการมีเหตุผลหรือไม่ ใช้จ่ายอย่างพอประมาณหรือไม่ จ่ายไปแล้วคุ้มค่า เป็นผลดีหรือผลเสียหรือไม่ อย่างไร เป็นต้น .... ขั้นตอนนี้ ผมตีความว่าเป็นวิธีที่ทำให้นักเรียนเข้าใจปัญหา และมีความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นๆ

๔) เมื่อรู้ปัญหาจากขั้นตอนการ "ถอดบทเรียน" และเข้าใจหลักคิดตามหลักปรัชญาฯ แล้ว ขั้นตอนต่อมานี้คือ การน้อมนำมาใช้แก้ปัญหานั้นๆ หรือน้อมนำมาปฏิบัติกับชีวิตของตนเอง  โดยเริ่มจากการใช้จ่ายให้สมดุลกับรายรับ

๕) ปลูกฝังการให้และแบ่งปัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนต่อไป ส่วนนี้นักเรียนอาจพิจารณาเงินเก็บออมของตน แล้วแต่เหตุผลว่า มีพอกับความจำเป็นหรือยัง ...  การฝึกให้ในสิ่งที่ตนเองต้องการนั้น เป็นการปลูกฝังการให้ที่ดียิ่ง การให้จากส่วนที่เหลือนั้น ได้ฝึกจิตใจในการเสียสละน้อยกว่า....




วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

SEEN อีสาน _ ๑๐ : เทคนิค "การถอดบทเรียน" เพื่อพัฒนาการคิด

ตามประสบการณ์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผมพบว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำความเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน ด้วยการ "ถอดบทเรียน" ในที่นี้หมายถึงการถอดประสบการณ์งานต่างๆ ของนักเรียนให้เข้ากับหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ  คือ ถอดบทเรียนแบบไม่ชัดเจน ไม่จำเพาะเพียงพอ ที่จะกระตุ้นการคิดอย่างละเอียด เช่น กิจกรรมโครงงานทำน้ำยาล้างจาน ห่วงพอประมาณคือ  ทำอย่างเหมาะสมกับศักยภาพ เวลา และทรัพยากรที่มี  ...  จะเห็นว่า ไม่ว่ากิจกรรมใดก็จะตอบแบบนี้  ไม่ละเอียดพอที่จะปลูกฝังกระบวนการคิด การตัดสินใจภายในใต้หลักความพอประมาณในแต่ละขั้นตอนของการทำโครงงานน้ำยาล้างจาน เป็นต้น ... ผมจึงขอเสนอเทคนิคการ "ถอดบทเรียน" ดังนี้

เทคนิคในการถอดบทเรียน ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข


  • ๑. ควรมีการถอดบทเรียนวิธีการหรือขั้นตอนหรือกิจกรรม ในการกระทำนั้นๆ ก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิธีการลงมือทำจริงๆ
  • ๒. นำเอาขั้นตอนหรือกิจกรรมที่ได้ถอดบทเรียนออกมาแล้วนั้น มาพิจารณาบนหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข
  • ๓. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “มีเหตุผล” ต้องเป็นคำตอบของคำถาม “ทำไม” เช่น ทำทำไม ทำไมจึงทำ
  • ๔. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “พอประมาณ” ต้องเป็นคำตอบของคำถามว่า “อย่างไรจะพอดี” หรือ “อย่างไรจะถูกต้อง” หรือ “อย่างไรจะเหมาะสม” เช่น ทำอย่างไรจะพอดีกับต้นทุนที่มี ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ ทำอย่างไรถึงจะพอดีกับศักยภาพ เวลา พื้นที่ ฯลฯ
  • ๕. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “มีภูมิคุ้มกันที่ดี” ต้องเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับคำถามว่า “จะป้องกันความผิดพลาด เสียหายอย่างไร” หรือ “จะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร” “ต้องมีอะไรถึงจะไม่พลาด”
ดังตัวอย่างดังตารางนี้ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียงรุ่น ๓ รุ่น ๔ ในการเรียนรู้โครงการแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา (อ่านได้ที่นี่)



กระบวนการ
๓ ห่วง
๒ เงื่อนไข
พอประมาณ
มีเหตุผล
มีภูมิคุ้มกัน
ความรู้
คุณธรรม
๑.     เข้ารับการอบรมเพื่อศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
เข้ารับการอบรมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ศึกษาข้อมูลการปลูกผักที่ถูกวิธี
เพื่อเรียนรู้การทำเกษตรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาประยุกต์ใช้
เปิดใจ เรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น
รู้ข้อมูลการปลูกผักเบื้องต้น
โครงการเกี่ยวกับ   การส่งเสริมการทำเกษตรกรรมในพื้นที่
ขยัน อดทน ประหยัด
๒.     วางแผนการใช้พื้นที่
คำนึงถึงต้องการของตนเอง
คำนึงถึงความสมดุลของปริมาณน้ำและพื้นที่รวม
เพื่อจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม
เพื่อป้องกันความผิดพลาด
ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น บริบท จุดเด่น จุดด้อย เป็นต้น
วางแผนระยะยาว
การจัดสรรพื้นที่ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่
๓.     เตรียมโรงเรือน
ขนาดของโรงเรือนเหมาะสมกับความสามารถและกำลัง
โครงสร้างโรงเรือนสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ
เพื่อป้องกันฝนและแสงแดด
ใช้ไม้และวัสดุที่มีความทนทาน แข็งแรงในการสร้างโรงเรือน
การสร้างโรงเรือน   ที่เหมาะสม
๔.     ปรับปรุงดิน
ใช้ปูนขาว, ปุ๋ยหมักผสมกับดินในปริมาณที่ต้องการอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม
เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินให้มีคุณภาพดีขึ้น  เหมาะแก่การปลูกพืช
ตรวจสอบคุณภาพดินก่อนและหลัง เพื่อปรับปรุงดิน
ความรู้เรื่องดินและการปรับปรุงดิน
๕.     เตรียมเมล็ดพันธุ์
เลือกชนิดเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพดินและน้ำ
เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แข็งแรง
รู้ข้อมูลเมล็ดพันธุ์
เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานของเครือข่าย
ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์

กระบวนการ
๓ ห่วง
๒ เงื่อนไข
พอประมาณ
มีเหตุผล
มีภูมิคุ้มกัน
ความรู้
คุณธรรม
๖.     ลงมือปลูกอย่างถูกวิธี
ปริมาณน้ำ อากาศ แสง และดิน มีความเหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิด
เพื่อให้ได้พืชที่เจริญเติบโตได้ดี
เตรียมเครื่องมือ / วางแผนก่อนปลูก
ปลูกตามวิธีที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด
มีการชั่ว ตวง วัด ปริมาณของฟางข้าวก่อนคลุมดิน
วิธีการปลูกพืชในโรงเรือน
ขยัน อดทน ประหยัด
๗.     ดูแลรักษา
ใช้สมุนไพรไล่แมลงเพื่อลดต้นทุน
ใช้ปุ๋ยชีวภาพ / น้ำหมัก / ฮอร์โมนไข่ปริมาณพอเหมาะ
เพื่อให้ได้ผักที่คุณภาพ (สด กรอบ สะอาด)
ปฏิบัติตามกฎการดูแลรักษาพืชอย่างเคร่งครัด
มีแผนสำรองหากแมลงทำลายแปลงผักโดยการถอน
วิธีการทำสมุนไพรไล่แมลง
วิธีการทำปุ๋ย

 

เทคนิคในการถอดบทเรียนสู่ ๔ มิติ


อีกประเด็นสำคัญที่ยังเข้าใจไม่ตรงกันทั้งหมด คือ การถอดบทเรียนให้ครอบคลุม ๔ มิติ ซึ่งได้แก่ วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ส่วนที่ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันนานที่สุดคือมิติ “วัตถุ” ซึ่งมักจะสับสนกับมิติสิ่งแวดล้อม และมีคำถามว่าเศรษฐกิจ การเมือง อยู่ในมิติใด ผู้เขียนจึงได้ให้หลักคิดในการถอดบทเรียนสู่ ๔ มิติ ดังนี้


  • ๑. สาเหตุที่จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบรอบครอบคลุม ๔ มิติ คือ ถ้าพิจารณาได้ครบถ้วนแล้วจะเกิดความสมดุลและยั่งยืน
  • ๒. การพิจารณามิติ “วัตถุ” ให้คิดถึงคำว่า “คุ้มค้า” อะไรที่จะเขียนลงในมิติด้านวัตถุ สมควรต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า และได้ประโยชน์สูงสุด ให้ตั้งคำถามกับตนเองว่า “อะไรที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิต” และ “อะไรที่ได้จากการทำหรือผลิต” สิ่งที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิตคือ ทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิต และผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ได้จาการทำหรือผลิตล้วนแต่เป็นมิติ “วัตถุ” ยกเว้นเพียงแต่ทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น เช่น โรงงานทำหม้อ วัตถุคือ อะลูมิเนียม หม้ออะลูมิเนียมคือผลผลิต เมื่อเอาผลิตไปขายจะได้เงิน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนั่นเอง  ชาวนาผลิตข้าว วัตถุคือ แปลงนา น้ำ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ผลผลิตคือเมล็ดข้าว ซึ่งสามารถนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงิน เพื่อมาจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจต่อไป  แต่ถ้าเราเป็นผู้ใช้หรือผู้บริโภค วัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ คือวัตถุที่ต้องจัดซื้อหามา เช่น พิจารณาการการหุงข้าว เราไม่ได้ผลิตข้าวสารและหม้อ ดังนั้น วัตถุในที่นี้คือ หม้อ ข้าวสาร น้ำ ก๊าซ เป็นต้น
  • ๓. การพิจารณามิติสังคม ให้คิดถึง “ความสามัคคี แบ่งปัน เสียสละ” คำใดๆ ก็ตามที่จะเขียนลงในมิติด้านสังคมนั้น มักเกี่ยวข้องกับ “ความสามัคคี” และให้พิจารณาใน ๓ ระดับ คือ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับประเทศชาติหรือต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ทำแล้วดีต่อครอบครัวอย่างไร ดีต่อเพื่อนอย่างไร ดีต่อผู้คนในชุมชนอย่างไร หรือดีต่อคนไทยหรือเพื่อนมนุษย์อย่างไร เป็นต้น
  • ๔. การพิจารณามิติสิ่งแวดล้อม ให้คิดถึงคำว่า “อนุรักษ์” คำใดๆ ที่จะเขียนลงในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องสมควรได้รับการอนุรักษ์  เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ โดยเฉพาะ ป่า แหล่งน้ำ/แม่น้ำ ลำธาร ดิน อากาศ แต่บางกรณีมักเกิดความสับสน เช่น การเผาถ่าน  ต้นไม้ที่ใช้ในการเผาถ่าน อยู่ในมิติวัตถุ หรือมิติสิ่งแวดล้อม คำตอบคืออยู่ได้ทั้งสองมิติขึ้นอยู่กับแง่มุมที่ต่างกัน อยู่ในมิติวัตถุเมื่อพูดถึงการผลิต แต่ถ้าต้นไม้จำนวนมาก ก็จะกระทบกับป่า ซึ่งอยู่ในมิติสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น
  • ๕. การพิจารณามิติด้านวัฒนธรรม ให้คิดถึงคำว่า “สืบสาน”และ “ภูมิปัญญา” คำใดๆ ที่จะเขียนลงในมิติด้านวัฒนธรรมนี้ จะต้องคู่ควรกับการ “สืบสาน” ทำนุบำรุงไว้ ซึ่งรวมถึง “ภูมิปัญญา” ที่นอกจากจะคู่ควรแก่การศึกษาและสืบสาน ยังต้องได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น




วัตถุ
สังคม
สิ่งแวดล้อม
วัฒนธรรม
-ใช้ไม้ที่มีอยู่แล้วในการทำโรงเรือน เพื่อปลูกผักปลอดสารพิษ
-ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูก
-นำผักที่ปลูกได้ไปจำหน่าย
-ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน
-เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านในชุมชน
-เกิดความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานกับเกษตรกร
-ขยายผลสู่ชุมชน (เครือข่ายผักเพื่อสุขภาพ)
-บำบัดน้ำเสีย
-สร้างพื้นที่สีเขียว
-ดินมีลักษณะและคุณภาพดีขึ้น เพราะใช้ปูนขาวในการปรับปรุงดิน
-สืบสานวัฒนธรรมในการใช้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ
-สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำเกษตร



คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ระดับหนึ่งครับ .....