วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

สศพ. _ ๐๔ : เรื่องเล่าจาก โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม (๑) ครูเชตะวัน สุวรรณศรี



บันทึกที่ ๓

เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น ถึงวิธีการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม ผมขอนำเรื่องเล่าที่เราไป "ถอดบทเรียน" ที่โรงเรียนเชียงขวัญฯ มา "ตีความ" ในมุมมองของผู้ขับเคลื่อนฯ  เผื่อจะมีประโยชน์กับท่านครับ

อาจารย์ เชตะวัน สุวรรณศรี
หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา สอนในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ 

ครูเชตะวันป็นครูสังคมที่ผ่านการฝึกอบรมในโครงการยุววิจัยทางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งนำครูกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายพื้นที่มาเข้าค่ายฝึกกระบวนการวิจัยต่อเนื่องยาวนานตลอดช่วงปิดภาคเรียนต่อเนื่องหลายปี ทำให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้บนฐานการวิจัยหรือ Research-based Learning (RBL) ดังคำกล่าวตอนหนึ่งว่า

"...บังเอิญได้เข้าร่วมโครงการวิวัฒน์วิจัยทางประวัติศาสตร์เป็นโครงการของ มมส. ึ่งได้จัดมาหลายปี ก็เลยต่อยอด ก็เลยนำประโยชน์ของพวกนี้มาใช้ในที่ทำงานนะครับ ผมก็เลยนำเอาแหล่งความรู้ชุมชนเป็นสื่อ..."

การออกแบบการเรียนรู้ของครูเชตะวัน เป็นการปรับใช้ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จาก "ยุววิจัย" นำมาบูรณาการใช้กับ "การสอนคิด" ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการตั้้งคำถาม "ชวนคิดเชื่อมโยง ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" หรือที่ครูทุกคนในโรงเรียนเรียกว่าการ "ถอดบทเรียน"

กระบวนการจัดการเรียนรู้ครูเชตะวัน : ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน  

กระบวนการเรียนรู้ที่ครูเชตะวันนำมาใช้ในการสอนวิชาสังคมนั้น เป็นตัวอย่างของการ "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" เพราะบทบาทของครูนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากวิธีการสอนบรรยายแบบเดิม การออกแบบกิจกรรมให้นักเรียนได้สัมผัสปัญหาจริงและได้ลงมือศึกษาปัญหาด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจ เก็บข้อมูล และทักษะการคิดวิเคราะห์ตีความข้อมูลเหล่านั้น เปลี่ยนไปจากเดิมที่นักเรียนเป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอเท่านั้น และการกำหนดขอบเขตให้นักเรียนเรียนรู้บนฐานปัญหาของชุมชนนั้น ทำให้เกิดทักษะชีวิตและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์สูงสุดของหลักสูตร

ครูเชตะวันเริ่มต้นจาการตั้งคำถามกับตนเอง เหมือนกับการเกริ่นนำก่อนนำเสนอเรื่องเล่าของตนเองว่า...

"...ทำอย่างไรเด็กถึงจะไม่เบื่อวิชาประวัติศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์นี้ส่วนใหญ่จะใช้การท่องจำบ้าง ผมเลยคิดว่าส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งมันไม่น่าสนใจ ก็เลยนำเอาเรื่องใกล้ตัวของนักเรียนก็คือชุมชน..." 

และยึดหลักการบูรณาการกับงานหลักคือการสอนในรายวิชาของตนเอง ดังที่กล่าวถึงในบันทึกก่อนๆ ว่า โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคมเด่นในเรื่องนี้ ครูเชตะวันบอกว่า

"...โดยเราจัดเป็นยุววิจัยเรียกว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่นำมาใช้กับเด็กในระดับชั้น ม.4 มันก็เลยตรงกับมาตรฐานตรงที่ ศ. 4.1 สาระประวัติศาสตร์ ตัวชี้วัดที่ 3 ว่าด้วยเรื่องของ การบำบัด หรือนำขั้นตอนทางประวัติศาสตร์เข้ามาใช้ องค์ความรู้ใหม่มาใช้ ซึ่งตัวนี้จะทำไห้เด็กสามารถเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการโครงงาน..."

กระบวนการเรียนรู้ที่ครูเชตะวันปรับเอา RBL มาใช้กับปัญหาชุมชน อาจเรียกอีกเชื่อหนึ่งว่า การเรียนรู้บนฐานปัญหาชุมชน (Community Problem-based Learning: CPBL) โดยคนตั้งปัญหาเป็นครู แล้วใช้วิธีการ "พาไปดู" สถานที่ๆ เกิดปัญหาจริงๆ ก่อนจะปล่อยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนและลงมือเก็บและรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง  โดยมีครูเชตะวันเป็นเหมือนที่ปรึกษาเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าหาเพื่อรับคำแนะนำได้สะดวก เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือและกระตุ้นให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกและท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเรียนรู้แบ่งเป็น ๒ ชั้น ๓ ตอน ดังแสดงในรูป ชั้นแรกเป็นการ "พาเรียนรู้"ของครู เริ่มตั้งแต่ครูตั้งคำถามกว้างๆ เพื่อกำหนดขอบเขตและพื้นที่ของการเรียนรู้ ก่อนที่ครูจะพาลงไปสำรวจพื้นที่จริง เพื่อปูพื้นและฝึกทักษะการเรียนรู้ การเข้าหาชุมชน การสัมภาษณ์เก็บข้อมูล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตั้งคำถามกระตุ้นแรงบันดาลใจและความสงสัย ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามเองของนักเรียน

ชั้นที่ ๒ ของกระบวนการเรียนรู้ ครูจะ "ถอยออกมา" เป็นผู้สังเกต เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ โดยใช้การ "ตั้งคำถามชวนคิด" ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มละ ๕ คน) ได้ลงพื้นที่หาคำตอบของตนเอง ก่อนจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปคำตอบของตนเอง ก่อนจะนำเสนอต่อครู และร่วมกันถอดบทเรียนกาาเรียนรู้โดยเชื่อมโยงกับหลัก ปศพพ. ในตอนท้ายของกระบวนการอีกครั้งหนึ่ง



ในแต่ละขั้นตอน จะมีรายละเอียดอีกมากในการดำเนินการ เช่น ในขั้นตอนของการฝึกให้นักเรียนแสวงข้อมูล  ครูเชตะวันเล่าว่า...

"...การฝึก การแสวงหาข้อมูล ต้องรู้ว่าไปตอนไหนไม่ใช่ว่าจะไปแล้วจะได้ข้อมูลเลย เราต้องไปหลายๆรอบต้องนัดหมายไห้ชัดเจน เด็กก็จะได้เรียนรู้ในสิ่งนี้ การเก็บข้อมูลทำยังไง ธรรมเนียมไทยทำยังไง ไปลามาไหว้ เราต้องไปทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านก่อน เสร็จแล้วเด็ก ก็ขอบอกนักเรียนก่อนว่าโครงงานนี้ไม่ได้ทำเป็นชั่วโมง แต่ชั่วโมงเรียนมีแค่ 20 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลานอกห้องเรียน วันเสาร์ อาทิตย์บ้าง ในการเก็บข้อมูล เสร็จแล้วก็นัดหมายกันเป็นระยะ เช็คว่าที่เก็บข้อมูลมามีอะไรบ้างเสร็จแล้วก็ถึงกระบวนการเขียน และนำเสนอ..."

(ผู้อ่านที่สนใจ น่าจะติดต่อไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเชียงขวัญ เพื่อพูดคุยรายละเอียดกับครูเชตะวันโดยตรง)

ตัวอย่างการกำหนดปัญหา : ปลาที่หายไป

ในขั้นเริ่มกระบวนการ การตั้งปัญหาของครูไม่ได้มุ่งให้นักเรียนไปสบค้นเอาความรู้มาตอบ คือไม่ได้เน้นที่ครู แต่มุ่งให้นักเรียนรู้ขอบเขตหรือประเด็นๆ ในชุมชน เช่น เรื่องข้าว ปลา ธัญญาหาร เป็นต้น โดยกำหนดพื้นทีที่เกี่ยวข้องให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ก่อนจะครูจะพากนักเรียนลงพื้นที่สำรวจในขั้นตอนต่อมา

ก่อนการลงพื้นที่จริง ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ คน แล้วกำหนดหัวเรื่องกว้างๆ ให้แต่ละกลุ่มรับผิดชอบ ในภาคการศึกษานี้ครูแบ่งออกเป็น ๕ หัวเรื่อง เช่น  ปัญหาหอยเชอรี่ระบาดในนาข้าว ปัญหา ปัญหาเรื่องปลาที่หายไปในแม่น้ำชี ฯลฯ  โดยครูจะเป็นผู้วางแผนเบื้องต้นให้ก่อน ตรงนี้ผมเรียกว่า "ครูพาเรียนรู้" 
                   
...ผมเลยร่วมมือกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  พาเด็กไปดูปลาที่ บ้าน ปากดู่ พาหนะคือเรือที่ใช้ศึกษา ไปดูว่าปลามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมปลาบางชนิดมันหายไปจากแม่น้ำชี ทำไมมีปลาบางชนิดกลับมา เช่น  ปลาช้อกเกอร์  หอยก็ไม่ใช่หอยขมแต่กลับเป็นหอยเชอรี่ ระบาดไปทั่วในตอนนี้ก็เลยวางแผนร่วมกับเด็กไปศึกษา โดยพื้นที่ก็คือ บ้าน ปากดู่ ซึ่งเวลาออกภาคสนามก็คือเราใช้เวลาตลอดภาคเรียน...


ผลลัพธ์การเรียนรู้จากวิธี CPBL ของครูเชตะวัน

ผลลัพธ์ที่สำคัญและภูมิใจที่สุดของครูคือ ความภูมิใจในความสำเร็จในการปลูกฝัง "จิตสำนึกรักท้องถิ่น"  ผมคิดว่าน่าจเป็นเพราะการเลือกเอาปัญหาจริงของชุมชน (Community:C)  และด้วยวิธี PBL จึงให้นักเรียนสามารถ...องความรู้ใหม่ทางด้านประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง รู้ว่าชุมชนมีความเป็นมายังไง เปลี่ยนไปยังไงบ้าง เวลากับคนมันสัมพันธ์กันอย่างไร  ดังเช่น ในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ว่า...ตกลงอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลามันหายไป...นักเรียนตอบว่า "...การที่เราใช้สารเคมีค่ะ การทำฝายปิดจึงทำไห้เกิดน้ำท่วม นำไม่ถ่ายเท จึงทำไห้น้ำเกิดตะกอน และทำไห้น้ำเน่าเสีย จึงทำไห้ปลาไม่วางไข่ค่ะ"  ล้วอะไรคือสิ่งที่ทำไห้ใช้สารเคมี?  "...การที่ชาวบ้านทำนาค่ะ ถ้าไม่ใช้สารเคมีข้าวก็จะไม่งอกงาม เละผลผลิตก็จะได้ไม่เยอะค่ะ..."   
นอกจากนี้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ CPBL ยังมีประโยชน์และทำให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ของครูเชตะวันอีก ๕ ประการ ได้แก่
  • ทำไห้เด็กรู้กระบวนการทางด้านประวัติศาสตร์
  • ทำไห้ผู้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน 
  • ทำไห้เด็กสามารถลงภาคสนามได้  เก็บข้อมูลเป็น ไปสอบถามชาวบ้านได้
  • มีทักษะในเรื่องของการเขียนวิเคราะห์   และ
  • มีทักษะการนำเสนอช่น การนำเสนอด้วยเพาเวอร์พอยด์ ฯลฯ
 
วิธีการสอดแทรกหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ครูเชตะวันเน้นว่า การสอดแทรกหรือปลูกฝัง ปศพพ. สามารถทำได้ทุกขั้นตอนของการทำงาน และทุกกระบวนการของการเรียนรู้ เพียงแค่ครูใช้ "คำถามชวนคิด"  หรือ "ถอดบทเรียน" บนฐานคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นหลายตอนระหว่างการนำเสนอ  เช่น 

ทำทำไม? เรื่องนี้จะออกมาเป็นเรื่องของเหตุผล ทำแล้วเหมาะสมหรือไม่ คือความพอประมาน  
ทำแล้วได้อะไร? เป็นเรื่องของหลักภูมิคุ้มกันนั่นเอง
เป็นต้น 

และมองว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็น "ปัจจัยแห่งความสำเร็จ" ของการเรียนรู้  เช่น

 "...คุณลักษณะพอเพียงเราจะขาดไม่ได้ ฉะนั้นกระบวนการโครงงานขาดหลักสาม(๓ ห่วง ๒ เงื่อน)จะไม่สำเร็จนะครับ ระยะทาง ความเหมาะสม ที่ผมเคยสัมภาษณ์ เดือนสิบเดือนสิบเอ็ดหน้าเกี่ยวข้าวน่ะปลาก็จะลงในแม่น้ำชี ชาวบ้านทุกคนจะไปทำตะกร้าดักปลากันทุกคน เยอะนะครับ แล้วก็เอามาแบ่งกัน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีแล้วเมื่อมีชลประทานมาทำผนังกั้นน้ำทิศทางน้ำก็เปลี่ยน ปลาก็ลดน้อยลงซึ่งในตัวนี้จะออกมาเป็นรูปแบบของโครงงานมันจะมีรายละเอียนอยู่ครับ แต่วิธีการแทรกเราสามารถแทรกหลักปรัชญาได้ทุกขั้นตอนทุกกระบวนการ..."



บทสะท้อนจากเพื่อนครู

ตอนท้ายๆ ของการนำเสนอ นักวิจัยจากมูลนิธิสยามกัมมาจตั้งคำถามว่า "...แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะทำไห้เด็กสนใจในเรื่องของเรื่องใกล้ตัวค่ะ"

ครูเชตะวัน ตอบว่า "อย่างแรกก็ต้องวางแผนกับครูทุกคนก่อน บางทีกลุ่มสาระสังคมทำกลุ่มเดียวก็ไม่ไหวน่ะครับ ก็ต้องเอาทั้งเจ็ดสาระมาทำร่วมกันเราจะทำอย่างไรเอาเรื่องของท้องถิ่นไห้ได้ อย่างสาระวิทย์ ก็ทำในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องต้นไม้พันธุ์ไม้ กลุ่มพลานามัยก็ทำในเรื่องของสุขภาพของชุมชนมาในเรื่องใกล้ตัว เช่น เรื่องสมุนไพร...จริงๆแล้วถ้าครูไห้เด็กได้คิดละว่าเขาอยากทำเรื่องอะไรที่มันใกล้ตัวเอง ก็น่าจะสร้างฉันทะ เพราะไห้เด็กทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำได้ดีกว่า"

ครูสุพินิจ ศิริโสภณ ครูสอนฟิสิกส์ บอกว่า "...เมื่อพูดในเรื่องของ ม. ก็จะพูดในเรื่องของการบูราการเรื่องแรง และการเคลื่อนที่ เริ่มจากเวกเตอร์เลย เส้นทางการสำรวจ เวกเตอร์รับ เมื่อสอน ม. บูราการกับเรื่องคลื่น พลังงาน คลื่นน้ำเป็นคลื่นตามขวาง ก็ออกไปด้วยกันเลย พอรู้เรื่องปลาแล้วก็รู้เรื่องคลื่น จากประสบการณ์ตัวเองก็คือสื่อการเรียน ฟิสิกส์ นี่คือเป็นสื่อที่เราจัดมาตอนโรงเรียนในฝัน ถามเค้าก่อนว่าถ้าเผื่อเราทำไห้เกิดคลื่นน้ำก่อนว่าเรือมันจะลอยไปกับคลื่นไหมเพราะหนังสือบอกว่าคลื่นน้ำเป็นคลื่นตามขวาง ก็เลยจะบูราการไปกับครูเชตะวันโดยไห้ครูเชตะวันเป็นสื่อกลาง"

ครู สุมลฑา บอกว่า "ค่ะก็ขอชื่นชมครูเชตะวันค่ะว่า การที่เด็กได้ลงไปเรียนรู้ด้วยตนเองจริงๆ นั้น เด็กจะได้แสดงความรู้ในหลายๆด้าน ส่วนของดิฉันก็คือเป็นความรู้วิชาภาษไทย ก็คิดต่อในเรื่องของโครงงานสารพัน ว่าถ้าเราเอาภาษาถิ่นลงไปว่าชื่อปลาอย่างเช่น ปลาช่อน เด็กๆที่บ้านก็ไม่รู้นะคะว่าในภาษาอีสานเขาเรียกว่าอะไร เราก็สามารถแทรกเอาชื่อของภาษาถิ่นลงไป แม้แต่คำพูดที่เราไปสัมภาษณ์ส่วนมากเด็กๆก็จะสัมภาษณ์เป็นภาษาถิ่น เราก็จะแทรกตัวนี้เข้าไปก็น่าจะได้ความรู้มากขึ้นและเด็กๆ ก็จะได้คำศัพท์ด้วย ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาถิ่น ด้วยค่ะ"
 
ครูเข็ม รุ่งวิสัย สาขาวิชาพละ บอกว่า "ขอชื่นชมทั้งครูและนักเรียน ที่ได้ทำโครงงานเรื่องนี้ ก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงในฐานะครูพละนะคะ ก็อยากจะไห้ศึกษาเพิ่มเติมไปด้วยว่าวิธีการหาปลาของชาวประมงที่เราไปสัมภาษณ์ว่าเขามีวิธีการหาปลาโดยวิธีการไดบ้าง เช่น เบ็ด ใช้ในช่วงฤดูการไหน การล้อมซุ้มเต้าได้ใช้ไหม หรือลงแหกัน มันจะใช้ในช่วงไหน เพราะว่าฤดูน้ำหลากเค้าจะใช้วิธีการไดบ้าง ตรงนี้ฝากไห้ศึกษานะคะ และอยากจะไห้ศึกษาอีกนิดหนึ่งว่าคนที่หาปลา เทคนิค หรือสมรรถภาพทางกายเป็นอย่างไร ในของวิชาพละ คนดำน้ำคุณสมบัติของชาวประมงน้ำจืดมีวิธีการดำน้ำยังไงถึงจะอยู่ในน้ำได้นาน อันนี้ฝากเอาไปคิด และการกระโดดน้ำโดดยังไงปลามันถึงจะไม่ตื่น จากสาขาวิชาพละก็มีแค่นี้ค่ะ"

ครู ฉลาด ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม "ถ้าเป็นวิชาประวัติศาสตร์เราต้องไปสอบถาม แต่ประเด็นของอาจารย์เข็มคิดว่าเราไปเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จริง ใช้จริง แล้วทดลองจากสิ่งที่ได้กับเขาด้วยแต่ไปถามคนที่เขาทำได้จริง ๆ และเรียนรู้เทคนิคกับเค้าจริงๆแบบนี้จะได้ความรู้มากขึ้นลึกขึ้น
ครูผู้ชาย ได้เพิ่มเติม อีกว่า  ฝั่งน้ำชีกับฝั่งน้ำเจ้าพระยาต่างกันไหม เพราะความลึกของดินกับระดับน้ำจะต่างกันไม่น้อยกว่าสี่เมตร ถ้าจะดำน้ำต้องมีสมรรถภาพทางกายพอสมควรจึงจะดำลงไปได้ มุมมองของครูเข็มว่าถ้าเราออกแบบเพื่อไห้นักเรียนได้เรียนรู้ในกลุ่มสาระสุขศึกษาและพละศึกษาเราควรจะเติมหรือเพิ่มโจทย์ลงในอะไรไว้บ้างเพื่อไห้เห็นอะไรได้ชัดขึ้นครับ"

ครูกิตติศักดิ์ นาคฤทธิ์ ครูสอนสาขาวิชาการงานอาชีพฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า "เท่าที่ได้ฟังมาก็ถือว่าเกี่ยวข้องกัน ก็อยากจะไห้นักเรียนไปสำรวจอาชีพในท้องถิ่น ว่าเค้าพอใจในอาชีพอะไรบ้างทำไมอาชีพที่บรรพบุรุษเค้าทำมาเค้าไม่สานต่อก็จึงอยากจะไห้ลงไปตรงนี้ ในส่วนของอาจารย์ เช ผมอยากจะเสนอแนะว่าเมื่อเราไปสำรวจเรื่องป่าเรื่องอะไรต่างๆว่ามันสูญหายหรือประการไดต่างๆนี้เมื่อเราได้เก็บข้อมูลมาแล้วเอาปัญหามาสรุปผมคิดว่าเราน่าจะกลับไปบอกเค้าด้วยว่าเราจะมีการแก้ไขยังไงหรือ พัฒนาสายพันธุ์ปลาหรือพัฒนาการเป็นอยู่ของปลา ชนิดเดิมๆนะครับอยากจะแนะนำตรงนี้ คือกลุ่มวิชาการงานอาชีพสามารถขยายพันธุ์หลาได้ ถ้าเด็กเราสามารถเติมมุมนี้ไห้คือว่าปลา พันธุ์ปลาหมูทอกซึ่งมันไม่มีใครทำได้ ถ้าทำได้มันจะเป็นความมหัศจรรย์เลยนะครับ"

ครู ศิรินุจ สุจริต สอนวิชาพระพุทธศาสนา "ก็มองเห็นตั้งแต่จุดแรกเลยค่ะว่า ทำไมปลาถึงลดน้อยลงแล้วก็ได้ข้อมูลมาว่า ชาวบ้านใช้สารเคมี”  แต่ครูก็มองไปอีกว่าอันนี้ก็มีส่วน แต่เค้าออกไปหาปลาถี่ไหมแล้วได้เลือกฤดูการไหมคือไปทุกวันเพื่อที่จะได้ปลามาขายใช่ไหม จุดประสงค์ของเค้าคือได้ปลามาขาย แล้วคนที่เป็นพ่อค้าเค้าจะต้องได้จำนวนมากคือ ทำยังไงที่ได้มากที่สุดเพื่อที่จะทำรายได้ไห้กับครอบครัวของตนเอง เพราะฉะนั้นปลาที่เค้าได้มาไม่ใช่ว่าปลาตัวเล็ก ปลาตัวใหญ่ ปลาตัวเล็กเค้าจะปล่อยไปไหมหรือว่าตัวที่มันมีไข่ในท้องเค้าจะปล่อยมันไหม ทำยังไงเราถึงจะสร้างจิตสำนึกไห้กับคนในชุมชนนั้นไห้เมตตาว่าหลาตัวเล็กก็ปล่อยไปซะ ปลาที่มีไข่ก็ปล่อยไปซะ ถ้าเราปล่อยแล้วคนอื่นไปเจอเค้าจะปล่อยเหมือนเราไหมอันนี้ก็เป็นจิตรสำนึกอันนี้ที่กล่าวมาก็สร้างความยั่งยืนไห้กับชาวบ้านด้วย เพราะว่าปลาก็เลี้ยงชุมชน ถ้าเราจับทุกวันมันก็หมอแล้วเค้าจะอยู่ยังไงทีนี้วิถีชีวิตกับลุ่มแม่น้ำชีน่ะเค้าจะเป็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า เราควรสร้างจิตรสำนึกว่าเราไม่ควรจับปลาในฤดูวางไข่นะ หรือว่าถ้าเราจับได้ตัวที่มันมีไข่เราจะปล่อยมันไปไหม และมีอีกอย่างที่จะฝากคือการที่จะอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่เค้าอาศัยอยู่ เราน่าจะไปบอกเค้าได้ทราบว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ยั่งยืนโดยที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่นมันจะทำไห้พวกเราลดความเห็นแก่ตัวลง ไม่โลภมากมันจะได้เข้าสู่ความพอเพียงมากยิ่งขึ้นค่ะ"


ครู สมพิศ สุขมาตย์ สอนวิชาภาษาไทย "สำหรับการบูรนาการของหลักภาษาไทย คือหลักการเขียน หลักการอ่าน และหลักการฟัง ซึ่งสามารถบูรนาได้อย่างชัดเจน ถ้าเด็กลงพื้นที่ไปโดยไม่รู้จักวิธีการสัมภาษณ์ไม่รู้จักพูด เช่น ลงไปแล้วถามเลยว่าทำไมปลาถึงหายไปมันก็ไม่ใช่นะคะ แล้วเด็กก็จะต้องรู้หลักการสัมภาษณ์ว่าลงไปแล้วต้องถามอะไรก่อน เป็นหลักที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรง หลักการเขียน ก็คือเก็บข้อมูลมาแล้วก็ต้องจดบันทึกไม่ใช่ว่าเค้าพูดว่าน้ำมีความลึกเท่าไหร่ มันไม่สำคัญ สาระสำคัญก็คือ ปลาทำไมถึงหายไปเพราะฉะนั้นเด็กจะต้องฟังเพื่อที่จะต้องจับประเด็นไห้ได้แล้วก็จดบันทึกเพื่อที่จะได้นำผลนั้นกลับมาเป็นรายงานโครงงาน ซึ่งจะสามารถบูรนาการได้อย่างชัดเจนในสามสาระนี้ และเพิ่มเติมของอาจารย์ สุมลฑา เรื่องภาษาถิ่นซึ่งอยู่ในฐานการเรียนรู้ตัวที่สี่ของภาษไทยคือในเรื่องของภาษาก็จะได้เรียนทั้ง ม สี่ และ ม ห้า ถ้าเป็น ม ห้า หนูจะทำไห้เป็นเรื่องพจนานุกรมภาษาถิ่นถ้าไปกับครูเช รับรองว่าเค้าจะได้ภาษาถิ่นภาษาอีสานมาเยอะมากเพราะว่าทางนู้นจะพูดภาษาถิ่นซะส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยพูดภาษาไทย เด็กก็จะได้ทั้งคำศัพท์และความหมายด้วย ค่ะ"

ครูนุชนารถ ทองภักดี กลุ่มสาระกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า "อยากเพิ่มเติมนิดหนึ่งตรงที่เราไปเก็บข้อมูลเครื่องมือที่เราจะใช้เก็บข้อมูลแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์จะมีการกลั่นกรองไหมว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นข้อมูลที่คลอบคลุมไหมหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ทำยังไงเราถึงจะได้เครื่องมือมา ครูช่วยแชร์ไปทางกลุ่มสาระอื่นๆ ว่าเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือนอกจาการสัมภาษณ์ หรือมีแบบอื่นอีกไหมที่จะได้ข้อมูลที่คลอบคลุม เช่น การถ่ายรูป การอัดเสียง การอัดวีดีโอ มันอาจจะทำไห้โครงงานของเรามันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และการสุ่มประชากรว่ามันจะมีสูตรการคำนวณปลาไหมว่ามันจะมีการเปลี่ยนแล่งมากแค่ไหนค่ะ ก็จะได้เชื่อมโยงในเรื่องของระบบนิเวศห่วงโซ่อาหาร ค่ะ"


อาจารย์ธนชัย สิงห์คล สอนวิชาอุตสาหกรรม บอกว่า "ก็อยากจะไห้เด็กได้ศึกษาเรื่องเครื่องมือ เช่น เรือเอาไม้อะไรมาทำ แล้วทำยังไงมันถึงจะทนเค้าใช้สีอะไร ก็เป็นเครื่องมือที่เค้าใช้จับปลา ซึ่งอยู่ในน้ำนานๆเด็กจะได้รู้ข้อมูลว่าในสิ่งที่เป็นไม้น่ะ เค้านิยมใช้ไม้อะไรมาทำบ้างเราก็จะได้วิชาช่างไปด้วยเกี่ยวกับไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์อะไรบ้างและในชุมชนว่าไม้ที่มีมากที่สุดเป็นไม้อะไรบ้าง เค้าจะได้สำรวจไปพร้อมๆกันก็คือเราได้ความรู้เยอะขึ้นที่เราจะได้รู้เรื่องปลาอย่างเดียวเราก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราจะรู้ที่มีอยู่ในหมู่บ้านครับ แล้วเรือในสมัยก่อนเค้าใช้อะไรอุดรอยรั่วอย่างแต่ก่อนไม่มีคุ แล้วเค้าใช้อะไรในการตักน้ำ ครับ สามารถมองแล้วได้ความรู้มารอบทิศเลย"

ครูฉลาด สรุปว่า "ครูแต่ละสาขาได้พูดมามีไอเดียร์หลากหลายมาก คำถามคือ มันจะมารวมกับครูเชตะวันทั้งหมด เป็นไปได้ไหมเทอมหนึ่งทุกวิชา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นคือจากประสบการณ์และก็อ่านซะส่วนใหญ่เค้าได้สรุปมาว่า สิ่งที่เราควรจัด เด็กก็จะต้องผ่านอะไรมาหลากหลายมากตอนที่เขาผ่านเขาจะต้องฝึกทักษะย่อยๆเช่น เริ่มต้นอ่านออกเขียนได้ภาษา อังกฤษ หรือการสืบค้นการจักการเลือกข้อมูลรู้ได้ไงว่าข้อมูลน่าเชื่อถือไม่น่าเชื่อถือ เช่น การที่เน้นการทำ เป็นต้น แต่ว่าทำยังไงที่จะทำไห้ถึงจุดนั้นจุดที่เด็กจะสามารถบูรนาการทักษะได้โดยตัวของเด็กเองทั้งหมด เค้าใช้วิชา ไอ เอส ในระดับมัธยม ถ้าเป็น ไอ เอส อาจารย์จะต้องไม่ไปกำหนดหรืออะไรแล้วจะต้องใช้บูรนาการของเด็กว่าเค้าอยากจะทำอะไรในวิชา ไอ เอส มองตรงนี้ ทุกคนอาจจะมองมาที่ครูเชตะวัน แต่ภายในยี่สิบชั่วโมง ครูเชตะวันต้องมาพัฒนาทักษะทางด้านทางประวัติศาสตร์ ห้าด้าม ไม่ได้เพราะฉะนั้นวิชาของครูเชตะวัน เป็นเพียงอันนึงในการฝึกทักษะ แต่ทุกวิชามีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำไห้ภูมิใจในท้องถิ่น แต่ครูทุกคนต้องแน่นตัวนี้นะ ถ้าทิ้งตัวนี้ปั้บหายเลยมันจึงเริ่มในทางเส้นนี้ เพราะปลายทางคือรักท้องถิ่นเพราะว่ามันจะต้องแทรกไปเลื่อยๆพอถึจุดไอเอส มันจะถึงผลงานของเด็กจริงๆแล้ว นี่คือแนวคิดหลักแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบรู้ลึกรู้จริงคือเด็กไปปฏิบัติจริงแล้วก็สั่งสมความรู้เล็กๆ น้อยๆ ผมจึงย้อนกลับมาว่า อย่าคิดว่าจะเอาทุกกิจกรรมมาเรียนในวิชาเดียวได้ เราต้องชัดว่า เคทีเอ ของเราคืออะไร แล้วถึงจุดๆ นึง ถึงจะได้บูรณาการเข้าหากันครับ ขอบคุณ ครูเชตะวันมากครับ"



สรุปแล้ว ครูทั้งหมดเห็นด้วยและชื่นชม การจัดการเรียนรู้ของครูเชตะวัน และจะร่วมกันนำแนวทางนี้ไปใช้สร้างรายวิชา "ค้นคว้าอิสระ" หรือ Indipendent Study (IS)  การไปเยีย่มโรงเรียนเชียงขวัญในรอบถัดไป ผมจะไปถามเรื่องนี้ เอามาเล่าสู่ฟังใหม่นะครับ ...


วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

สศพ. _ ๐๓ : รูปแบบการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม (๓)

บันทึกที่ ๑ 
บันทึกที่ ๒

ตามที่เขียนไว้ในบันทึกแรกว่า ก่อนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา โรงเรียนยังพบปัญหาพฤติกรรมนักเรียนไม่เหมาะสม แต่เมื่อน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้ จึงพบว่าปัญหาดังกล่าวค่อยๆ หมดไปในที่สุด เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และค่อยๆ ขยายผลจากภายใน ทำให้ยิ่งภูมิใจ และขยายผลได้อย่างมีพลัง ต่อเนื่อง ยาวนาาน

ตามหลักวิชาการด้านการเรียนรู้สมัยใหม่ ครูและนักเรียนเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างแท้จริงได้ แสดงว่าโรงเรียนเชียงขวัญฯ ต้องใช้วิธีการที่เรียกได้ว่า "การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง" หรือ Transfomative Learning ซึ่งต้องมีกระบวนการพัฒนาจิตใจ ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นกิจวัตร เพราะมุ่งเป้าไปที่การขัดเกลาจิตใจตน ไม่ใช่ให้เข้าใจด้วยคนอื่น

กิจกรรมเตรียมความพร้อมจากภายในใจของนักเรียน ที่โรงเรียนเชียงขวัญฯ นำมาใช้ คือ การทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวสร้างจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน ๑๕ ท่า (ปรับจาก ๑๔ จัวหวะ)  แทนการ "พร่ำสอน" (อบรมหน้าเสาธง) และลดระยะเวลาหน้าเสาธงลง  ให้นักเรียนเดินแถวมาทำกิจกรรมในโรงยิม ดังรูป

(ที่มา : http://sec27.ddns-th.com/news/95.html)

อ. ฉลาดเล่าว่า หลังจากนำกิจกรรมทำสมาธิ ๑๕ ท่ามาใช้สัปดาห์ละ ๓ วัน ต่อเนื่องกันเพียง ๑ เดือน พบการเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินแถวของนักเรียนจากหน้าเสาธงชาติมาโรงยิม จากเดิมที่เห็นการหยอกล้อ เล่นกัน เดินแซงหรือซ้อนกันไม่เป็นระเบียบ มาเป็นการเดินอย่างสำรวมมีสติมีสมาธิมากขึ้นอย่างเห็นชัด

แม้ว่าหลายครั้งหลายเวที ที่ ผอ.ระวี และ อ.ฉลาด ออกไปขับเคลื่อนฯ ขยายผล ดังเช่น คลิปวีดีโอต่างๆ ด้านล่างนี้  ท่านทั้งสองไม่ได้กล่าวเน้นถึง กระบวนการเตรียมนักเรียนด้วยการทำสมาธิ ๑๕ ท่านี้ ... แต่ผมตีความแบบ "ฟันธง" ด้วยประสบการณ์ทั้งตรงและอ้อมว่า กระบวนการนี้คือ ปัจจัยสำคัญของแนวปฏิบัติที่ดีของโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม

นั่นหมายถึง หากโรงเรียนใดจะ นำเอาวิธีการขับเคลื่อนฯ แบบโรงเรียนเชียงขวัญฯ ไปทำ ต้องนำเอาวิธีการทำสมาธิเคลื่อนไหวสร้างจังหวะนี้ ไปเตรียมนักเรียนด้วย




บันทึกนี้ขอจบตรงนี้นะครับ   บันทึกต่อไป จะกล่าวถึงตัวอย่าง การน้อมนำไปใช้กับการสอนของครูหลายท่าน ที่ผมเห็นว่า น่าจะนำมาแบ่งปันกันได้

สศพ. _ ๐๒ : รูปแบบการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม (๒)

บันทึกที่ ๑

หลักการดำเนินงานขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ของ ผอ.ระวี และ อ.ฉลาด คือ การทำให้การน้อมนำฯคืองานประจำที่ทำเป็นหลัก โดยสร้างความตระหนัก ว่า การขับเคลื่อนฯ นั้นไม่ใช่งานเพิ่มเติมเสริมหลักสูตรแต่อย่างใด แต่หากแต่เป็น สิ่งที่ต้องน้อมนำไปใช้เป็น "หลักคิด" ในการภารกิจทุกอย่าง ตั้งแต่งานแผน วิชาการและการเรียนการสอน กิจกรรมเสริมหลักสูตร และการปลูกฝังในกิจวัตรปฏิบัติประจำวันของนักเรียน

ผมจะเล่าถึงหลักการให้ฟังทีละประเด็นเพื่อให้ท่านเห็นความเชื่อมโยงทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นเริ่มวางแผน "เคลียร์คอนเซ็ป" ลงมือปฏิบัติ และสะท้อนกลับเพื่อประเมินผลตนเอง กลับไป-กลับมา ก่อนจะขยายผลจากตนเอง (ครูและนักเรียนแกนนำ) ไปสู่คนใกล้กัน แล้วแบ่งปันไปยังผู้สนใจเป็นเครือข่ายต่างๆ ทั้งในชุมชน สังคม หรือ โรงเรียนอื่นๆ โดยเน้นความยั่งยืน "ระเบิดจากภายใน"



วางแผน -> หลักสูตรสถานศึกษา

เบื้องลึกที่ทำให้โรงเรียนเชียงขวัญฯ ขับเคลื่อนได้อย่างเข้าใจ คือ น้อมนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ขั้นวางแผนของโรงเรียนทั้งหมด การสร้างหลักสูตรสถานศึกษา และการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ ดังแผนภาพ


โดยมีลำดับขั้นตอนการทำตามลำดับ "หลักคิด" ต่อไปนี้ 
  • หลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ เรียกได้ว่า เป็น "หลักสูตรพอเพียง" เพราะนอกจากจะน้อมนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรอย่างรอบคอบแล้ว ยังได้กำหนดเป็น ๑ ใน ๕ ของเป้าหมายของหลักสูตร กล่าวคือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนเองนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ
  • หลักสูตรแกนกลาง ปี ๒๕๕๑ กำหนดเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ไว้แล้ว ทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ด้านทักษะ(กระบวนการ: Process) และด้านเจตคติ (Attude) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๘ ประการ และสมรรถนะตามหลักสูตร ๘ ประการ
  • หลักสูตรแกนกลางถูกกำหนดให้เป็นสัดส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และเปิดโอกาสให้สถานศึกษา พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น (ของจังหวัด) อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์  รวมเป็นหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่ง อาจเรียกว่า หลักสูตรของโรงเรียน ปี ๒๕๕๑ 
  • น้อมนำเอาเป้าหมายและแนวทางตามหลักสูตรของโรงเรียน มาทำเป็นแผนพัฒนาโรงเรียนทั้งระยะ ๕ ปี -> ๓ ปี -> และแผนปฏิบัติประจำปี 
  • โดยอาจารย์ผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ น้อมนำเอาหลักปรัชญาฯ มาเป็นหลักคิดในการทำแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการสอน คำอธิบายรายวิชา ให้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง หรือเรียกว่า นำมาเป็น "หลักคิด"ในการปฏิบัติเพื่อสร้างแผนปฏิบัติในการพัฒนาการคิด
  • สร้างระบบประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียน และความสมดุล ยั่งยืน
  • รายงานคุณภาพการจัดการเรียนการสอนต่อผู้บริหารและผู้ปกครอง 
ขั้นทำความเข้าใจให้ตรงกัน "เคลียร์คอนเซ็ป"

การทำให้เข้าใจ "คอนเซ็ป" หรือเข้าใจในหลักปรัชญาฯ นั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยการบอก "คอนเซ็ป" แต่ต้องให้นักเรียนได้ทดลองทำแล้วนำมาวิเคราะห์พิจารณา "ตีความ" ดังนั้น กระบวนการ "ถอดบทเรียน" ที่เขียนไว้ในบันทึกที่ ๑ จึงต้องเน้นการ "ตีความจากประสบการณ์จริงๆ ของตน"


ใน "เกณฑ์ก้าวหน้า"  หรือเกณฑ์ที่กำหนดแนวทางพัฒนาโรงเรียนสถานศึกษาพอเพียง กำหนดองค์ประกอบที่จะประเมินไว้ ๓ ด้าน ๔ กลุ่มคน โดยพิจารณาพัฒนาการไว้ ๕ ระดับ สำคัญคือต้องเริ่มจาก รู้และเข้าใจ -> แล้วนำไปฏิบัติ -> ชัดเจนถ่ายทอดได้ ->ขยายผลสู่คนอื่น -> ยั่งยืนระเบิดจากภายใน  รูปแบบการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนเชียงขวัญฯ มีจุดเด่นคือทำให้ "รู้และเข้าใจ" จึงทำให้ขั้นต่อไป ทำได้ไม่ยาก

การประเมินผลตาม "เกณฑ์ก้าวหน้า" กำหนดกลายๆ ว่าการขับเคลื่อนฯ นั้นทุกโรงเรียนต้องค้นหาและพัฒนาคนที่เป็น ครูแกนนำ -> ครูแกนนำไปสร้างนักเรียนแกนนำ -> ขยายผลสู่คนอื่นๆ ทั้งครูและนักเรียน -> ซึ่งจะส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน โดยประเมินผลจากความเข้าใจและความพึงพอใจของคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาและผู้ปกครอง ดังนั้น หากโรงเรียนใด "ครูแกนนำ" ไม่เข้าใจ ก็ยากที่จะก้าวไปในขั้นถัดไปสู่ความสำเร็จ



 

โดยเฉพาะขั้นตอนที่จะฝึกให้นักเรียนเข้าใจการน้อมนำไปใช้เชื่อมโยง ๔ มิติ  จะไม่สามารถสำเร็จได้เลย ถ้าโรงเรียนและครูยังมีการจัดการเรียนการสอนแบบ "่ถ่ายทอด" อย่างเดียว .... การ "ถอดบทเรียน" ของโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม เป็นการ "สอนคิด" ที่ใช้การตั้งคำถาม ครู-นักเรียน จึงเกิดความเข้าใจ เพราะได้ "ฝึกคิด" นั่นเอง

การ "ถอดบทเรียน" ของโรงเรียนเชียงขวัญฯ ไม่ได้หมายถึง การถอดบทเรียนที่นักวิชาการหมายถึงทั่วไป (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) แต่ครูและผู้อำนวยการใช้คำว่า "ถอดบทเรียน" กับ ทั้งการสนทนา การตั้งคำถาม การระดมสมอง การสรุปปัญหา ฯลฯ  คือหมายถึงทุกๆ กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

อย่างไรก็ดี ปัจจัยของความสำเร็จของโรงเรียนเชียงขวัญฯ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ แต่หากอยู่ที่ดกระบวนการเตรียมนักเรียนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหาก 

จะมาว่าให้ฟังในบันทึกต่อไปครับ ....


วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

สศพ. _ ๐๑ : รูปแบบการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม (๑)



โรงเรียนใดมีบริบทดังต่อไปนี้ วิธีขับเคลื่อนของโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม น่าจะเหมาะสมก็ได้นะครับ  เชิญพิจารณา

มีครูประมาณ ๓๐ มีนักเรียนประมาณ ๕๐๐ คน เป็นไปตามกรอบเกณฑ์ (๑:๒๐)  ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตำบล "ในเมือง" มีปัญหาเรื่องนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ และจำเป็นต้องรับนักเรียน "เหลือเลือก" หรือ "เหลือไล่" จากโรงเรียนชื่อใหญ่ๆ ในเมือง (เคย)มีปัญหาเรื่องบุหรี่ สุรา ยาเสพติด ขาดทักษะการคิด ทักษะชีวิตด้านสังคม และการทะเลาะวิวาท

หลังการน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้อย่างต่อเนื่อง ๓ ปี โดยใช้วิธีการ “ถอดบทเรียน” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการคิดเพื่อสร้างความเข้าใจในหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ ทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำกิจกรรมทุกอย่างในโรงเรียน เป็นทั้ง “หลักปฏิบัติในการคิด” และเป็น “หลักคิดของการปฏิบัติ” เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ทั้งด้านพฤติกรรมนักเรียน ปัญหาข้างต้นค่อยๆ หมดไป ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู และผู้บริหารที่ใช้การตั้งคำถามและอำนวยการให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้นๆ  จนกลายเป็น "โรงเรียนสอนคิด" มุ่งปลูกฝังทักษะชีวิตและอุปนิสัย "พอเพียง"  (เป็น ๑ ใน ๑๓ โรงเรียนแรกที่ได้รับการยืนยันให้เป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง) 


จุดเริ่มต้น
 
การขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนเชียงขวัญฯ เป็นแบบ "ระเบิดจากภายในคน" จุดเริ่มต้นอยู่ที่คนๆ เดียว คือ อำนวยการโรงเรียน (ผอ.ระวี ขุณิกากรณ์) ที่มีศรัทธาในหลักปรัชญาฯ จากการน้อมนำมาใช้จนเห็นผลกับตนเอง ท่านค่อยๆ สร้างการเรียนรู้หลักปรัชญาฯ บน  "ฐานการปฏิบัติ" ปล่อยให้ครูและนักเรียนผ่านการลองผิดลองถูก อย่างเป็นธรรม ค่อยๆปลูกฝังโดยใช้การตั้งคำถาม-พูดคุยสนทนา หรือท่านเรียกกระบวนการทั้งหมดนั้นว่า "การถอดบทเรียน" แล้วค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจ "หลักทฤษฎี"


ช่วงแรกๆ ของการพัฒนามุ่งไปที่ครู ท่านเปิดให้ทุกคนได้เรียนรู้ตามความสมัครใจ ส่งไปฝึกอบรมตามโครงการที่มูลนิสยามกัมมาจลจัดขึ้น แล้วตรวจสอบความสนใจจากความต่อเนื่องและใส่ใจในการนำมาใช้  เบื้องต้นนี้ท่านได้คนที่จะเป็นครูแกนนำขับเคลื่อนฯ ๑ คน คือ ครูฉลาด ปาโส ศิษย์เก่าที่เคยอยู่ในร่วมเงาของท่านนั่นเอง  และทั้งสองท่านก็ใช้วิธี "เป็นเงา" หรือ "เป็นคู่" ในการสร้างการเรียนรู้ในโรงเรียน และขยายขับเคลื่อนฯ สู่โรงเรียนอื่นๆ ในเวลาต่อมา  

หากจะขับเคลื่อนฯ แบบโรงเรียนเชียงขวัญฯ ที่เน้นการ "ถอดบทเรียน" จะต้องมี "นักตั้งคำถาม-อำนวยการเรียนรู้" แบบครูฉลาด มีผู้บริหารที่เห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ที่ใช้วิธีสนทนาแลกเปลี่ยน และบริหารจัดการการศึกษาด้วยกระบวนการเชิงราบแบบ ผอ.ระวี 

ผอ. ระวี กับวิธีสร้างความเข้าใจให้นักเรียน

ในการประชุมครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง ผอ.ระวี เปิดโอกาสให้ครูระดมสมองหาวิธีที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อน ปศพพ. ครูพิจารณาว่า โรงเรียนมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของผู้ปกครองและทักษะของนักเรียนในพื้นที่ กอปรกับ ผอ.ระวี ก็มีฐานการปฏิบัติตนด้านเกษตรจนครูทุกคนให้ความศรัทธา จึงมีมติว่า จะเริ่มกระบวนการขับเคลื่อนด้วยโครงการ "๑ ห้อง ๑ สวน" ไม่จำกัดว่าจะปลูกพืชผักอะไร แล้วแต่ความเห็นชอบของนักเรียนและครูที่ปรึกษาแต่ละห้อง โดยโรงเรียนสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในเรื่องน้ำ มีการวางระบบเดินท่อน้ำและนำถังขนาด ๒๐๐ ลิตรวางไว้เป็นจุดๆ   ล้อมรั้วโดยใช้ไม้ไผ่ตีกรอบเป็นแผงยาว จัดแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเรียงตามลำดับชั้นเรียน และตกลงร่วมกันว่าจะจัดให้มีชั่วโมงของกิจกรรมนี้ (ชั่วโมง ปศพพ.) ในบ่ายวันพุธ  ๒ ชั่วโมงต่อกัน ให้ชั่วโมงแรกปฏิบัติกิจกรรมการเกษตร ชั่วโมงที่สองให้สรุปผลและ “ถอดบทเรียน” กิจกรรมของแต่ละห้อง





ในช่วงแรกๆ การถอดบทเรียนทำให้นักเรียนทุกคนจดจำ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติได้ขึ้นใจ แต่ยังเข้าใจว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของการเกษตร มีทั้งนักเรียนที่ชอบและไม่ชอบ ดังที่ท่านผอ.ระวีได้เล่าไว้ตอนหนึ่งว่า  

 “มีนักเรียนชั้น  ม.ปลาย ขอเข้าพบ ผอ.ช่วงพักกลางวัน  แล้วถามว่าคาบเศรษฐกิจพอเพียงมีเพื่ออะไร  แม้แต่ครูเขาก็ไม่อยากลงไป  ผอ.ถามกลับว่าแล้วนักเรียนทำแปลงผักอะไร แล้วคิดเห็นอย่างไร นักเรียนตอบว่าปลูกมะนาว  เพราะคิดว่ามะนาวเป็นพืชเศรษฐกิจ  ลูกหนึ่งขายได้หลายบาท ผอ.ถามต่อว่าแปลงปลูกเป็นลักษณะแบบไหน  และได้วิธีการปลูกมาจากวิชาไหน  นักเรียนก็ช่วยกันตอบว่า  ปลูกระหว่างต้น  ระหว่างแถว  นำวิธีมาจากวิชาเกษตร แล้ว  ผอ. ก็ยังถามอีกว่าแล้วการปลูกมะนาวเกี่ยวข้องกับวิชาอื่นอีกหรือไม่  นักเรียนช่วยกันคิดก่อนตอบ  วิชาวิทยาศาสตร์เคยสอนว่ามะนาวมีรากแก้วรากฝอย  คณิตศาสตร์  การคำนวณหาพื้นที่ระหว่างต้น  ผอ.ตอบกลับไปว่านั่นแหละคือการบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องของการปลูกพืช แต่มีผลในการเอาหลักวิชาอื่นๆ มาใช้ได้ตั้งหลายวิชา  สิ่งที่พวกเธอทำในตอนนี้ ทั้งเรียนรู้เรื่องการปลูก  การดูแลรักษา  การแบ่งเวรกันทำงาน  ต้องมีคุณธรรม  มีวินัยในตนเอง  และหากนักเรียนมีต้นมะนาวที่บ้านจะได้นำวิชาความรู้ในชั่วโมงแปลงผักกลับไปใช้ที่บ้าน  ซึ่งเป็นการนำความรู้จากโรงเรียนไปสู่บ้านนั่นเอง”   

วิธีการตั้งคำถามและสนทนาแบบนี้ ผอ.ระวี  เรียกว่า  “การถอดบทเรียน” เมื่อนำมาใช้ทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ทั้งครูและนักเรียนเข้าใจมากขึ้นๆ



อ.ฉลาด ปาโส กับโมเดล "เคลียร์คอนเซ็ป"

อาจารย์ฉลาดย้ำเสนอเสมอๆ ในเวทีการขับเคลื่อนฯ ว่า ก่อนเริ่มต้นนำไปใช้ ต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันก่อน ครั้งหนึ่งท่านเล่าว่า มักมีครูคณิตศาสตร์หรือครูฟิสิกส์ มาถามถึงการน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาบูรณาการใช้กับการสอนของตนได้อย่างไร แสดงว่ายังไม่เข้าใจหลักการน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้เป็นหลักคิดในการจัดการเรียนการสอน  เมื่อเจอกรณีแบบนี้ท่านจะใช้วิธี "เคลียร์คอนเซ็ป" (Clear Concept) ดังนี้

ขั้นตอนการ "เคลียร์คอนเซ็ป" แบ่งเป็น ๔ ขั้นตอน คืด พาคิด ->ชวนคิด -> ฝึกคิด -> เชื่อมโยงการนำไปใช้ 

ช่วงพาคิด

แจกเอกสารดังรูปด้านล่าง หรือให้เขียนรูปลงในกระดาษ A4  แล้วพาครูคิดและเขียนเติมลงไปเป็นขั้นตอน ดังนี้




  • เขียนเติมกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ตนเองทำเพราะชอบ ทำแล้วสำเร็จ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วภูมิใจ ทำแล้วอยากบอกต่อ ลงในรูปหัวใจตรงกลาง
  • เขียนขัั้นตอนและวิธีการทำสิ่งนั้น ทำอย่างไร ไว้ในวงกลมด้านบน
  • เขียนความรู้ที่จำเป็นต้องมี ต้องมีความรู้และทักษะอะไรบ้างถึงจะทำสิ่งนั้นได้ดีและสำเร็จ ลงในวงกลมด้านซ้ายของรูปหัวใจ
  • เขียนคุณธรรม หรือคุณสมบัติใด ที่จะทำให้การทำกิจกรรมนั้นสำเร็จได้
ตอนที่ดำเนินกิจกรรม ขณะที่คุณครูกำลังเขียน ผมเพิ่มบรรยายกาศให้คึกคักและผ่อนคลาย โดยเดินไปแอบอ่านข้อความที่อาจารย์ต่างๆ เขียน เช่น บางคนเขียนว่า ชอบอบรมลูก ฯลฯ ...เสียง ฮา ดังไปทั่วห้องทีเดียวครับ

ช่วงชวนคิด

หลังจากที่ทุกคนเขียนเสร็จแล้ว ขั้นตอนไปคือ ชวนคิดเชื่อมโยงกับ ปศพพ. คำถามคือ "ท่านคิดว่ากิจกรรมที่เราเพิ่งทำร่วมกันนี้ เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่อย่างไร"
... สำหรับครูแล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ ที่จะได้ข้อสรุปว่า
  • สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วอยากบอกต่อ สิ่งที่ทำแล้วภูมิใจ  ทำแล้วไม่เกิดผลเสียต่อตัวเอง นั่นคือ สิ่งที่เรา "พอใจ" ซึ่งย่อมต้องเกิดมาจาก "ความพอเพียง" พอดี พอมี พอได้ อยู่ในกิจกรรมนั้นๆ แล้ว.....และถ้าถามว่า ทำไมถึงทำกิจกรรมนั้น ทุกคนย่อมมี "เหตุผล" ในการทำสิ่งนั้นเสมอ นี่คือ ห่วงเหตุผลใน ๓ห่วง๒เงื่อนไข
  • สิ่งที่เขียนในวงกลมด้านบนของรูปหัวใจ ที่บอกวิธีและขั้นตอนในการทำกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งทำได้สำเร็จก็เพราะมีความ "พอประมาณ" กับตนเองนั่นเอง วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมนี่เองที่หมายถึงความพอประมาณในการทำสิ่งใดๆ  นี่คือห่วงพอประมาณ
  • วงกลมด้านล่างซ้ายที่เขียนเกี่ยวกับความรู้ ก็คือ เงื่อนไขความรู้
  • วงกลมด้านขวา ที่เขียนเกี่ยวกับคุณธรรมและปัจจัยที่ทำให้สำเร็จ ซึ่งต้องมีการวางแผนและตรวจสอบประเมินพัฒนา และป้องกันความผิดพลาดไว้ ก็คือ เงื่อนไขคุณธรรม และห่วงภูมิคุ้มกัน นั่นเอง 
หากครูทุกคนนำกิจกรรมนี้ไปใช้กับนักเรียนติดต่อกันอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ทุกอาทิตย์ ติดต่อกัน ๓ เดือน นักเรียนจะเข้าใจ การนำ ปศพพ. ไปใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอน



ช่วงฝึกคิด

เมื่อจำกรอบคิดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้แล้ว อาจารย์ฉลาดจะให้ครู/นักเรียนหยิบเอาขั้นตอนหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เขียนไว้ในวงกลมเหนือรูปหัวใจ มาวิเคราะห์ตีความลงในตาราง ๖ ช่อง (ด้านล่าง) วิธีนี้จะทำให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างกิจกรรมนำให้ได้ "ฝึกคิด" 

กิจกรรม
เงื่อนไขความรู้
ความพอประมาณ
มีเหตุผล
มีภูมิคุ้มกัน
เงื่อนไขคุณธรรม

















ช่วงคิดเชื่อมโยงการนำไปใช้

ขั้นสุดท้ายของการ "เคลียร์คอนเซ็ป" คือการพิจารณาถึงผลกระทบจากการกระทำนั้นๆ ทั้งในทางดีที่เป็นประโยชน์และในทางที่เป็นโทษหรือไม่ดี โดยคำนึงถึงใน ๒ ระดับ คือ ตนเองและสังคม และมองใน ๔ มิติเป็นกรอบคิด ได้แก่ สังคม  เศรษฐกิจ  วัฒนธรรม  และสิ่งแวดล้อม ดังตาราง



ประโยชน์/
ผลกระทบ
ต่อตนเอง
สังคม
เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม



















ช่วงพาคิด

ผมนำเทคนิคของอาจารย์ฉลาด ปาโส (โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม) มาใช้โดย แจกเอกสารดังรูปด้านล่าง


แล้วพาครูคิดและเขียนเติมลงไปเป็นขั้นตอน ดังนี้
  • เขียนเติมกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ตนเองทำเพราะชอบ ทำแล้วสำเร็จ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วภูมิใจ ทำแล้วอยากบอกต่อ ลงในรูปหัวใจตรงกลาง
  • เขียนขัั้นตอนและวิธีการทำสิ่งนั้น ทำอย่างไร ไว้ในวงกลมด้านบน
  • เขียนความรู้ที่จำเป็นต้องมี ต้องมีความรู้และทักษะอะไรบ้างถึงจะทำสิ่งนั้นได้ดีและสำเร็จ ลงในวงกลมด้านซ้ายของรูปหัวใจ
  • เขียนคุณธรรม หรือคุณสมบัติใด ที่จะทำให้การทำกิจกรรมนั้นสำเร็จได้ 
ตอนที่ดำเนินกิจกรรม ขณะที่คุณครูกำลังเขียน ผมเพิ่มบรรยายกาศให้คึกคักและผ่อนคลาย โดยเดินไปแอบอ่านข้อความที่อาจารย์ต่างๆ เขียน เช่น บางคนเขียนว่า ชอบอบรมลูก ฯลฯ ...เสียง ฮา ดังไปทั่วห้องทีเดียวครับ

ช่วงชวนคิด

หลังจากที่ทุกคนเขียนเสร็จแล้ว ขั้นตอนไปคือ ชวนคิดเชื่อมโยงกับ ปศพพ. คำถามคือ "ท่านคิดว่ากิจกรรมที่เราเพิ่งทำร่วมกันนี้ เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่อย่างไร"
... สำหรับครูแล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ ที่จะได้ข้อสรุปว่า
  • สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วอยากบอกต่อ สิ่งที่ทำแล้วภูมิใจ  ทำแล้วไม่เกิดผลเสียต่อตัวเอง นั่นคือ สิ่งที่เรา "พอใจ" ซึ่งย่อมต้องเกิดมาจาก "ความพอเพียง" พอดี พอมี พอได้ อยู่ในกิจกรรมนั้นๆ แล้ว.....และถ้าถามว่า ทำไมถึงทำกิจกรรมนั้น ทุกคนย่อมมี "เหตุผล" ในการทำสิ่งนั้นเสมอ นี่คือ ห่วงเหตุผลใน ๓ห่วง๒เงื่อนไข
  • สิ่งที่เขียนในวงกลมด้านบนของรูปหัวใจ ที่บอกวิธีและขั้นตอนในการทำกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งทำได้สำเร็จก็เพราะมีความ "พอประมาณ" กับตนเองนั่นเอง วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมนี่เองที่หมายถึงความพอประมาณในการทำสิ่งใดๆ  นี่คือห่วงพอประมาณ
  • วงกลมด้านล่างซ้ายที่เขียนเกี่ยวกับความรู้ ก็คือ เงื่อนไขความรู้
  • วงกลมด้านขวา ที่เขียนเกี่ยวกับคุณธรรมและปัจจัยที่ทำให้สำเร็จ ซึ่งต้องมีการวางแผนและตรวจสอบประเมินพัฒนา และป้องกันความผิดพลาดไว้ ก็คือ เงื่อนไขคุณธรรม และห่วงภูมิคุ้มกัน นั่นเอง 
ผมท้าทายว่า หากครูทุกคนนำกิจกรรมนี้ไปใช้กับนักเรียนติดต่อกันอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ทุกอาทิตย์ ติดต่อกัน ๓ เดือน นักเรียนจะเข้าใจ การนำ ปศพพ. ไปใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอน

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/560051
กระบวนการทั้ง ๔ ขั้นตอนนี้ อาจารย์ฉลาด เรียกว่า "ถอดบทเรียน" ท่านจะใช้วิธีการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญอันดับแรกในการขับเคลื่อนฯ ทั้งสู่เพื่อนครูให้ไปทำกับนักเรียน 

วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากในการทำให้จำ "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" ได้  เข้าใจ และสามารถตีความ กิจกรรมหรือการกระทำต่างๆ ว่า สอดคล้องกับหลักปรัชญาฯ อย่างไร  ถือเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการ น้อมนำไปใช้กับตนเองในการดำเนินชีวิตจริง  

ผู้อ่านสามารถดูคลิปวิดีโอของ อ.ฉลาด ปาโส ที่บรรยายเรื่องนี้เมื่อครั้งไปขับเคลื่อน โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ดได้ที่นี่ 

วันนี้ขอกล่าวไว้ในมุมมอง "ปัจจัย" "เงื่อนไข" และ "เครื่องมือ" แบบที่กล่าวมานี้ครับ พรุ่งนี้จะมาว่าเรื่อง รูปแบบการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียนเชียงขวัญในภาพรวมทั้งหมดครับ 

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

SEEN อีสาน _๐๙ : ร่วมงานมหกรรมวิชาการฯ โรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน สพป.ขอนแก่น เขต ๓

วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ทีมขับเคลื่อน SEEN อีสาน ไปร่วมงาน "มหกรรมวิชาการ สืบสานศิลปวัฒนธรรม น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยเรียงสู่อาเซียน" ณ โรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ๓ ประการ ๑) การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ และผลงานต่อผู้ปกครอง สาธารณะชน บุคคลทั่วไป ๒)ประชาสัมพันธ์และรายงานผลการจัดการศึกษาของโรงเรียน และ ๓) เสริมสร้างกำลังใจให้กับบุคลากรและนักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

จากการสังเกตเรียนรู้จากการฟัง ดู สอบถาม สัมภาษณ์ สนทนา ตลอด ๕ ชั่วโมงเศษ (เราไปถึงโรงเรียนประมาณ ๘:๔๕ น. และเดินทางกลับเวลา ๑๔:๐๐ น.) ในภาพรวมพบว่า โรงเรียนประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ ๓ ประการข้างต้นอย่างดี สะท้อนผลการน้อมนำหลักปรัชญาไปใช้ในการจัดการในครั้งนี้ทุกขั้นตอน การดำเนินงานที่ไหลลื่นลงตัว ต่างคนต่างครูรู้หน้าที่และมีชุมชนและผู้ปกครองมาร่วมงานอย่างคับคั่ง การแสดงบนเวทีไม่มีข้อผิดพลาดบกพร่องใด  เด็กๆ ได้แสดงความสามารถแสดงบนเวทีได้อย่างดีเต็มที่ๆ ตระเตรียมมา และเห็น "ความสุข" บนใบหน้าของพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างส่งเสียเชียร์ดังก้องเป็นระยะๆ

ผมวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เห็นว่า จุดเด่นที่สุดของโรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน ความรู้ความเห็นของประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ท่านคณาธิป ไพรศรี สอดคล้องหนุนเนื่องกันกับแนวทางการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน และงานครั้งนี้ยังมี ผอ.ดร.ศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการ สพป.นอนแก่น เขต ๓ มาเป็นประธานเปิดงาน ท่านยังทำหน้าที่ประเมินแนะนำเหมือนกรรมการประเมินฯ ทำให้ทั้งครูและนักเรียนได้ประโยนช์ และเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ต่อไป  ผอ.เสกสัณห์ ลุนบง ท่านน่าจะเขียนแนวปฏิบัติหรือ "หลักปฏิบัติที่พอเพียง" เรื่องนี้น่าจะเป็นผลดีต่อผู้กำลังขับเคลื่อนฯ



... อะไรที่เราทำสำเร็จโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แสดงว่าเราทำเรื่องนั้นอย่างพอเพียงในระดับใดระดับหนึ่งอยู่แล้ว...


ดูรูปทั้งหมดที่นี่

หลังจากรับประทานอาหารเที่ยง ท่านผอ. และประธานกรรมการสถานศึกษา เปิดโอกาสให้ผมได้ให้ feedback ป้อนกลับเพื่อรับไปเป็นแนวทางปรับปรุงต่อไป    ผมได้ให้ความเห็นต่อท่านและคณะครูแบบตรงไปตรงมาแบบค่อนข้างเป็นเชิงลบ ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับการให้การสะท้อนเพื่อพัฒนา  ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียนที่กำลังขับเคลื่อน จึงนำมาสรุปไว้อีกครั้งในบันทึกนี้

ข้อความเห็นต่อการจัดการมหกรรมวิชาการ

แม้ผมจะชื่นชมว่า สามารถจัดงานได้บรรลุตามเป้าหมายทุกด้าน แต่การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอความรู้ความสามารถของตนเอง เน้นเฉพาะกิจกรรมการแสดงความสามารถด้านศิลปะและวัฒนธรรม การแสดง การฟ้อนรำ ดนตรีโปงลาง และกิจกรรมบนเวที  แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานด้านวิชาการมากนัก ควรจัดให้นักเรียนทุกคนได้นำเสนอผลงานการเรียนรู้ของตนเอง เช่น ผลผลิต ชิ้นงาน หรือทักษะความสามารถด้านวิชาการต่าง ฯลฯ  โดยจัดเป็นกำหนดเวลาอย่างชัดเจน ให้นักเรียนเจ้าของผลงานไปประจำหน้าผลงานของตน แล้วเชิญชวนให้ผู้ปกครองหรือบุคคลภายนอกที่มาร่วมงาน เข้าไปรับชมการนำเสนอของนักเรียน ...  หลักการคือ จัดงานให้เป็นงานนำเสนอของนักเรียนด้วย ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงานของครูหรือโรงเรียน... อาจจะจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ก่อนวันงานเผยแพร่สู่สาธารณะชน ๑ วัน... (ผมอยากไปร่วมงานนี้ครับ คราวหลังแจ้งข่าวผมอีกนะครับ หากไม่ติดภารกิจใด จะไปแน่นอนครับ)

ข้อสะท้อนจากการเยี่ยมประเมินเพื่อพัฒนา ในเวลา ๕ ชั่วโมง

๑) หากแบ่งพัฒนาการของนักเรียน จากการขับเคลื่อน ปศพพ. เป็น ๓ ระดับ คือ ระดับมูลค่า คุ้มค่า และ ระดับเข้าถึงคุณค่า ดังที่ผมได้นำเสนอไว้ที่นี่ 

พัฒนาการของนักเรียนชั้นมัธยมต้น ที่ยืนประจำอยู่ในบุ๊ตแสดงผลงานที่ผมได้เข้าไปทดลองสอบถาม เกือบทั้งหมด ยังอยู่ในระดับ รับรู้ จดจำ นำไปใช้ระดับ "มูลค่า" ยังไม่สามารถตอบคำถามเชื่อมโยงกับหลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียงได้

หลักการและวิธีในการถามของผม มุ่งเน้นประเมินระดับของความเข้าใจ เข้าถึง ของเด็กนักเรียนแต่ละคน ดังนี้
  • หลังจากให้เกริ่นว่า เป็นใคร ทำไมถึงได้เป็นคนที่ถูกเลือกมานำเสนอผลงานแล้ว ผมจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า " ในบุ๊ตแสดงผลงานนี้ มีงานชิ้นไหน หรือผลงานไหน ที่นักเรียนได้ทำเพื่อตนเองบ้าง "  หากนักเรียนตอบว่า "ไม่มี" ผมจะสอบถามตรวจสอบว่าระดับ "ความคิด" ว่า สามารถวิเคราะห์ความ "คุ้มค่า" โดยใช้หลักปรัชญาฯ ได้หรือไม่ หากไม่ได้ ก็แสดงว่าอยู่ระดับ "รับรู้ จดจำ" เท่านั้น 
  • หากนักเรียนตอบว่า "มีค่ะ มีครับ" ผมก็จะให้นักเรียนนำผลงานหรือชิ้นงานนั้น มานำเสนอให้ฟัง  แบบเล่าเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วค่อยเริ่มถาม "ตามสูตร" โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนา โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ นำ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ไปใช้กับตนเอง และส่วนผลดีหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่างๆ ทั้ง ๔ ตามแต่สมควร  
    • ถ้าจะทำให้สำเร็จและได้ผลดีที่สุดต้องมีความรู้อะไรบ้าง (เงื่อนไขความรู้) เมื่อนักเรียนตอบองค์ความรู้อะไรมา ก็ถามต่อว่า มีความรู้พอไหม (พอประมาณ)  ไม่รู้เรื่องนั้นๆ ได้ไหม จะส่งผลต่องานอย่างไรหากไม่รู้เรื่องนั้น (เหตุผล) มีวิธีค้นหาองค์ความรู้นั้นๆ มาอย่างไร  หากตอบว่าอ่านจากหนังสือ ก็ถามต่อว่า  หนังสืออะไร ประเภทไหน หากจากบอกว่าสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต ใช้คำสำคัญสืบค้นว่าอะไร ได้ความรู้จากเว็บไซต์อะไร ...  เป็นต้น นักเรียนอาจตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เราจะทราบได้รับหนึ่งว่า เด็กนั้น สืบค้นความรู้ หรือเรียนรู้เองเป็นไหม  มั่นใจในตนเอง และมีไหวพริบปฎพานในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (ในที่นี้คือตอบคำถามที่ตนเองไม่ทราบคำตอบ) และสุดท้าย คำถามสำคัญคือ นักเรียนรู้ได้อย่างไรว่า ข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ตนเองได้นั้นน่าเชื่อถือ หรือถูกต้อง คือนักเรียนควรรู้จักแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ หรือรู้จักวิธีตรวจสอบความรู้ (การมีภูมิคุ้มกันที่ดี)
    • เริ่มถามตั้งแต่ ทำไมถึงต้องทำงานชิ้นนี้ ไม่ทำได้ไหม  ถ้านักเรียนเป็นคนคิดเอง ก็ให้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากทำ คำตอบของนักเรียน จะแสดงให้เห็นระดับการ "เข้าถึง" ระดับ "คุณค่า" ว่าระเบิดออกมาจากภายในตัวเด็กเอง  แต่ถ้าหากพิจารณาพบว่า ครูเป็นคนคิด ก็ให้ถามต่อไปว่า ทำไมครูจึงให้ทำงานชิ้นนี้ หรือ  นักเรียนคิดว่าครูมีวัตถุประสงค์อะไร จึงมอบหมายให้เราต้องทำงานนี้  หากครูปลูกฝังได้ถูกต้อง นักเรียนจะทราบเหตุผลทุกครั้งว่า ครูมอบหมายให้ทำงานชิ้นนั้นไปทำไม เพื่ออะไร   อย่างไรก็ดี วิธีถามแบบนี้ควรใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเพราะเป็นทักษะการคิดขั้นสูง (คิดวิเคราะห์ ตีความ อย่างเป็นเหตุเป็นผล) อาจยังไม่เหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่เน้นการพัฒนาด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมและทักษะการอ่านออกเขียนได้พื้นฐาน
  • หากนักเรียนสามารถเล่าเรื่อง สนทนา ตอบคำถามได้อย่างไม่เก้อเขินตามวิธีการที่กล่าวมา ก็ถือได้ว่า นักเรียนพัฒนามาถึงระดับ "คุ้มค่า" แล้ว  ขั้นต่อไป คือต้องประเมินทางอ้อมว่า นักเรียนถึง "เข้าถึง" ระดับ "คุณค่า" หรือไม่ โดยขยายขอบเขตของคำถามออกไปในมิติต่างๆ ได้แก่ 
    • ขยายไปจากตนไปสู่คนอื่นๆ ผลงานหรือสิ่งที่นักเรียนทำมีประโยชน์และผลกระทบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างไร นักเรียนที่ได้รับการขับเคลื่อนฯ มาอย่างถูกต้อง จะรู้จัก ๔ มิติ ได้แก่ มิติวัตถุหรือเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบคำถามโดยใช้กรอบคิดแบบ ๔ มิตินี้ได้ หากนักเรียนตอบไปถึงขึ้น "แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ" และสังเกตเห็นความมุ่งมั่น และความสุขในแววตาขณะเล่าเรื่อง ... หากเป็นดังนั้น ก็เข้าใจว่า "เข้าถึง"...  วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับนักแสดงนะครับ...
    • ขยายไปในอดีตและอนาคต (ขยายกรอบเวลา) เช่น โตขึ้น วางแผนชีวิตอย่างไรบ้าง อยากเป็นอะไร เพราะอะไร ฯลฯ หรือ เราเป็นนักเรียนควรทำตัวอย่างไร (พอประมาณ รู้บทบาทหน้าที่)  หรือ ที่ผ่านมาเราคิดว่าตนเอง "พอเพียงไหม"  แล้วให้นักเรียนเล่าเรื่องยกตัวอย่างเหตุการณ์ ว่าตนเอง พอเพียงตอนไหน ไม่พอเพียงตอนไหน  หากนักเรียนเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้อย่างชัดเจน ก็พอจะเห็นว่าเกิด "ระเบิดจากภายใน" ได้เหมือนกันครับ 
 ๒) ผอ. เสกสัณห์ บอกว่า ขับเคลื่อนฯ ด้วยวิธีการ "ถอดบทเรียน" มานานแล้วถึง ๓ ปี แต่จากการประเมินเบื้องต้นวันนี้ พบว่านักเรียนที่ตอบคำถามประจำบุ๊ตแสดงผลงาน ยังไม่ผ่านขั้น "ความคิด เข้าใจ" แสดงว่า ต้องมีอะไรที่ไม่ "พอเพียง" ในกระบวนการ "ถอดบทเรียน" อาจเป็นไปได้ ๓ สาเหตุ คือ
  • กรณีที่ ๑ คือ ไม่ทำต่อเนื่อง หรือ "ฝึก" ไม่พอ ... ข้อนี้คณะครูก็เห็นด้วย จึงได้รับปากว่าจะขับเคลื่อนให้ ต่อเนื่อง บ่อยซ้ำ ย้ำ ทวน  สาเหตุที่มักพบวคือ กิจกรรมการขับเคลื่อนฯ อาจไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต หรือกิจวัตรประจำวันของนักเรียน  ทำให้นักเรียนไม่ได้ "ฝึก" หรือรับการปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง  โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ จะมีการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับทั้งกิจกรรมเสริม และกิจวัตรหรือชีวิตประจำวันของนักเรียน ทำให้นักเรียนได้ฝึก ได้เรียนรู้ หลักปรัชญา ปศพพ. อย่างต่อเนื่องทั้งวัน ทุกวิชา ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
  • กรณีที่ ๒ ใช้คำถามที่ไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" เพียงพอ  หรือพูดให้กว้างขึ้นคือ ครูยังลงในรายละเอียดไม่เพียงพอ ... ลองสังเกตจากตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

สังเกตว่า แบบฟอร์มดังภาพ เน้นให้นักเรียนสรุปองค์ความรู้ในเรื่องที่ทำลงบนพื้นที่ว่างกลางกระดาษแบบอิสระ โดยใช้สีและลวดลายต่างๆ แล้วให้นักเรียน "ถอดบทเรียน" ลงใน ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ แบบ "จับใส่กล่อง"   วิธีนี้แสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจังในการขับเคลื่อน ปศพพ. ของครู  ... ผมอยากแนะนำวิธีทำให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกทำ มากขึ้นดังนี้ ครับ
    • จากที่ให้นักเรียนเขียนล้อมกรอบ ระบายสี ที่เน้นให้สวยงาม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ เนื้อความที่นักเรียนเขียนนั้น ให้เปลี่ยนมาให้นักเรียนเขียน flow chart ขั้นตอนการทำ และให้วาดรูปอุปกรณ์ที่ใช้ จะดีกว่า หลักการคือ ให้บูรณาการระหว่างซีกสมองซ้ายขวาจริงๆ 
    • ให้นักเรียน "ถอดบทเรียน" ให้เชื่อมโยงมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น หลายชั้นมากขึ้น ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่นี่ครับ   ตัวอย่างเช่น  ห่วงเหตุผลที่นักเรียนเขียนว่า "ทำเพื่อใช้เอง" เราก็ตามต่อว่า "ทำไมต้องทำใช้เอง " ถามต่อไปเรื่อยๆ หลายๆ ชั้น  ครูน่าจะให้เนื้อที่ หรือพื้นที่ในการคิดเขียนมากขึ้น
  • กรณีที่ ๓ คือ ถอดบทเรียนแบบ "หลงประเด็น" หรือตกร่อง "ชิ้นงาน"   ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อน ปศพพ. คือ การพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะตามหลักสูตรแกนกลาง ๕๑ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า นักเรียนแต่ละระดับจะต้องมีความรู้ ความสามารถ หรือสมรรถนะ อย่างไร ถึงจะพอเพียงต่อการเรียนรู้และดำเนินชีวิต  ดังนั้น การถอดบทเรียนโดยแบบ "จับใส่กล่อง" ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข  ๔ มิติ (๓-๒-๔) จึงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ "หลักคิด" หรือหลักปฏิบัติในการคิดและทำสิ่งต่างๆ เท่านั้น เป้าหมายจริงๆ จึงเป็นเป้าหมายตามหลักสูตร  หากเข้าใจผิดว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. เป็นเพียงโครงการเพิ่มเติมจากหลักสูตร เพื่อจะรองรับการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์ฯ  จึงต้องมีร่องรอยของการถอดบทเรียนให้เข้ากับ ๓-๒-๔ เท่านั้น ถือว่ายังตกร่องของ "ชิ้นงาน" คือเน้นชิ้นงาน เน้นปริมาณ  แต่ความจริง การขับเคลื่อนฯ ต้องมุ่งไปยังผลลัพธ์ที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกอย่างคือ หากผู้ประเมินพบว่า นักเรียนไม่ได้บรรลุคุณลักษณะตามหลักสูตรฯ  หลักฐานต่างๆ ก็ไม่มีความหมาย  เช่น นักรียน ป.๑ ป.๒ อ่านหนังสือไม่ออก ... อย่างนี้ถือว่า ไม่พอเพียง หรือ นักเรียน ม.๑ ม.๒ คิดแก้ปัญหาไม่เป็น ... ก็ถือว่าไม่บรรล... สำหรับโรงเรียนที่จะเป็น ร.ร.ศรร. นั้น นอกจากนักเรียนแกนนำจะบรรลุตามเป้าประสงค์ของหลักสูตรฯ แล้ว ยังต้องสามารถ ถ่ายทอด ตีความเชื่อมโยงเข้ากับ ๓-๒-๔ ได้อย่างคล่องแคล่ว  

ผมเห็นความตั้งใจของ ผอ.เสกสัณห์ และคณะครู ผมก็ดีใจครับ และจะช่วยท่านเต็มตามศักยภาพครับ...