วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SEEN อีสาน _๐๕ : กระบวนการประเมินการขับเคลื่อน ปศพพ. แบบ Self-Active Assessment (๑)

บันทึกนี้สืบต่อจากบันทึกที่แล้ว ที่นี่

ผมจงใจตั้งชื่อ Self-Active Assessment (SAA) เอง เพื่อให้ "เตะตา หรือ คุ้นตา" สำหรับการนักการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะยกย่อง "วิชา" ที่มาจากชาวตะวันตก ...  ผมมีความเห็นที่ "ตกผลึก" และยึดมั่นมากว่า การศึกษาเป็นเรื่องของคน คนเป็นเรื่องเกี่ยวพันธ์ "เฉพาะตน" "ระหว่างคน" กับ "ชุมชนและสถานที่" ดังนั้นการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่ผูกพันธ์กับ "ท้องถิ่น คน ชุมชน และสังคม"  ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนมา ที่แก้วที่นี่กับแก้วที่ไหน แก้วที่เมืองไทยหรือแก้วที่อเมริกาก็เหมือนกัน  แต่การศึกษาไม่เหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ใช้ได้ที่อเมริกา ไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้กับคนไทยได้เลย.... เราต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับคนและชุมชนของเราขึ้นเอง และเราทำสำเร็จและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลยิ่ง นั่นคือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้านการศึกษา หรือเรียกวา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" ที่ผมกำลังทุ่มเทขับเคลื่อนฯ อย่างเต็มความสามารถในขณะนี้ ...

SAA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105
SAA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105
SAA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105


SAA น่าจะมีชื่อภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด วิธีการมี ๕ ขั้นตอนคือ ๑) สร้างกรอบแนวคิด เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงเชิงคุณภาพ (Quality Reference) ขึ้นมาก่อน ๒) นำเกณฑ์มาตรฐานในการขับเคลื่อนฯ (เกณฑ์ก้าวหน้า) และประสบการณ์ข้อค้นพบและปัญหา มาสังเคราะห์และออกแบบเป็นเกณฑ์การประเมินตนเอง ๓) ออกแบบ "เครื่องมือนำคิด" หลักสำคัญคือ ต้องเน้นให้คิดประเมินตนเองอย่างใคร่ครวญ ภายใต้เงื่อนไขของความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงไปตรงมา ไม่มีผลได้ผลเสียต่อผลการประเมินตนเอง และ ๔) ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม ช่วยในการตัดสินใจ และใช้คำถามและเปิดโอกาสให้ถามแบบเป็นกันเองเพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อผลการประเมินของตนเอง ๕) ให้สะท้อน (Reflection) และสรุปภาพรวมของตนเองต่อเป้าหมายมาตรฐาน



๑) กรอบแนวคิดในการประเมินพัฒนาการของการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาด้วยตนเอง

เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ สามารถแบ่งระดับของความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาการของนักเรียนแกนนำด้าน อุปนิสัย "พอเพียง" ได้ ๔ ขั้น คือ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และให้/แบ่งปัน  โดยบทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน  ๔ แบบ สอดคล้องกัน และแต่ละระดับจะส่งผลต่อระดับของความสำเร็จของโรงเรียนในการปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” ของนักเรียนแกนนำ ๓ ระดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 


๑.    พัฒนาการของนักเรียนแกนนำ  ๔ ระดับ

ระดับพัฒนาการของนักเรียนแกนนำอาจวิเคราะห์เทียบเคียงกับพัฒนาการ ๓ ขั้น ได้แก่  ระดับมูลค่า ระดับความคิด และระดับคุณค่า, คุ้มค่า ซึ่งเชื่อมโยงส่งผลกับบทบาทของครู และระดับของผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ซึ่งแบ่งได้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และระดับให้และแบ่งปัน  (ดูรูปด้านล่าง)
·      ขั้นนิยาม หมายถึง นักเรียนรู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง ว่า เป็นหลักปรัชญาที่ในหลวงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย ให้เป็น "หลักคิด" "หลักปฏิบัติ" ในการดำเนินชีวิต ด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ 
·      ขั้นตีความ หมายถึง นักเรียนสามารถอธิบายเชื่อมโยงกิจกรรมหรือประสบการณ์ของตนเองทั้งกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง กับหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาได้อย่างสอดคล้อง
·      ขั้นนำไปใช้ หมายถึง นักเรียนสามารถนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา ไปใช้กับตนเองทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง จนเกิดผลลัพธ์กับตนเอง 
·      ขั้นให้/แบ่งปัน หมายถึง การน้อมนำมาทำกับตนเองอย่างจริงจังต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์ประทับใจ ถึงขั้น "ระเบิดจากภายใน" ตนเอง ภูมิใจอยากบอกต่อ มีความสุขที่ได้ให้และแบ่งปันกับคนอื่น เห็นคุณค่าและความดีของ ปศพพ.ด้านการศึกษา ด้วยตนเอง


๒.    บทบาทครูแกนนำ ๔ ระดับ

บทบาทครูแกนนำ ที่พบในการขับเคลื่อน ปศพพ. ซึ่งสอดคล้องกับ พัฒนาการของนักเรียน ๔ ระดับ ตามรูปข้างบน ได้แก่ 

·      ระดับที่ ๑ ใช้วิธีการขับเคลื่อนแบบ "บอก สอน ป้อน สั่ง" หมายถึง การพร่ำสอน กำกับ ควบคุม หรือบรรยายบอกเกี่ยวกับ ปศพพ.ด้านการศึกษาให้นักเรียน 
·      ระดับที่ ๒ ใช้การ "ถอดบทเรียน" อย่างมีรูปแบบ โดยกำหนดคำถามตายตัว โดยมาก ใช้แบบฟอร์ม ใบงาน หรือรูปแบบที่ครูคิดขึ้น 
·      ระดับที่ ๓ ใช้การสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และในการดำเนินชีวิตของนักเรียน อย่างไม่มีรูปแบบตายตัว โดยทำทุกโอกาส โดยมากเป็นการตั้งคำถาม 
·      ระดับที่ ๔ เป็นการสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเอง สอดแทรกเมื่อโอกาสเวลาที่เหมาะสมตามบริบท นักเรียนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบ่มเพาะปลูกฝัง ปศพพ. จนกว่าจะเกิดองค์ความรู้นั้นในตนเองด้วยตัวเอง

๓.    พัฒนาการของโรงเรียน ๓ ระดับ

ในการประเมินว่า โรงเรียนอยู่ระดับใด พร้อมหรือไม่ที่จะเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้อสังเกตที่สำคัญเชิงอุดมคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างโรงเรียน ที่มีพัฒนาการแตกต่างกัน ๓ ระดับ  ดังรูป



 ·      ระดับที่ ๑ โรงเรียนสถารศึกษาทั่วไป  ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. โดยไม่รู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว เพราะหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้ปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง” อยู่แล้ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตร “พอเพียง” นั่นเอง
·      ระดับที่ ๒ โรงเรียนสถารศึกษาพอเพียง ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว รู้จักหลัก ปศพพ. (นิยาม) ครูเข้าใจและสามารถอธิบายความ (ตีความ) หลัก ปศพพ. กับกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมต่างๆ ได้ นักเรียนเกิดอุปนิสิย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว
·      ระดับที่ ๓ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" และรู้ตัว สามารถบอกต่อได้อย่างถูกต้อง

๒) เกณฑ์การประเมินระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ สู่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนแกนนำ ที่ประเมินจากผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในเวทีต่างๆ และจากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็น ร.ร.ศรร.ฯ โดยพิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในเกณฑ์ก้าวหน้า ดังนี้

๑.    ระดับความสำเร็จด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล


ระดับ ๑
ระดับ ๒
ระดับ ๓
ระดับ ๔
ระดับ ๕
ผอ.
รู้และเข้าใจหลัก ปศพพ.

นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิตและงานบริหาร ร.ร.
เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่ครู/ผู้อื่น
ขยายผลสู่ชุมชน /โรงเรียนอื่นๆ
ระเบิดจากภายในภูมิใจขยายผล ปฏิบัติต่อเนื่อง ยั่งยืน
(เกิดอุปนิสัยพอเพียง)
ครู
นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิต
การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริม
เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่เพื่อนครูและนักเรียน
ขยายผลสู่ครูโรงเรียนอื่น/ ชุมชน
นักเรียน
นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง การเรียน และการทำกิจกรรมในโรงเรียน
สามารถถ่ายทอด อธิบาย ตีความ ตามหลัก ปศพพ.
ขยายผลสู่คนใกล้ชิดและนักเรียนอื่นๆ



๒.   เกณฑ์การประเมินระดับความสำเร็จด้านกระบวนการขับเคลื่อนของโรงเรียนด้วยตนเอง

มิติของการขับเคลื่อนฯ
ระดับ C
ระดับ B
ระดับ A
การบริหารจัดการ และการพัฒนาครู
-      เน้นบริหารงานแนวดิ่ง (top-down) สั่งการและตัดสินโดยฝ่ายนโยบายและบริหาร
-      มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน
-      มีแผนและการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนมุ่งสู่วิสัยทัศน์
-      ผู้บริหารและคณะครูเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเพื่อนักเรียน
-      ครูมีความรู้ความเข้าใจในหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง
-   ตามระดับ C
-   การบริหารงานแนวราบ
-   มีการขับเคลื่อนฯ สู่วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โดยน้อมนำหลัก ปศพพ. มาใช้ทุกขั้นตอนของการบริหาร
-   ครูนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และกิจกรรมเสริม


-      ตามระดับ B
-      การบริหารจัดการส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิต
-      ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูตระหนักว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. ไม่ใช่งานเพิ่มเติม แต่เป็นหลักคิด หลักปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง
การจัดการเรียนรู้
-      จัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ยังเน้นเนื้อหา เน้นการท่องจำ พร่ำสอน ครูบอก ออกคำสั่ง ห้ามปราม ปลูกฝังโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง
-      จัดกิจกรรมหรือโครงการเสริมสร้างอุปนิสัยอย่างแยกส่วน แยกวิชาการออกจากคุณธรรม แยกทฤษฎีออกจากปฏิบัติ เช่น โครงการส่งเสริมคุณธรรม การสอนโครงงานของแต่ละวิชา โครงการแข่งขันทางวิชาการโครงการส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียง ฯลฯ
-      จัดการประเมินการเรียนรู้แบบเดิม คือ “ประเมินแบบได้-ตก”เน้นประเมินความรู้มากกว่าทักษะ
-      ครูทำงานแบบเดี่ยว ต่างคนต่างทำ  นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว
-      จัดการเรียนโดยเน้นนวัตกรรมช่วยสอน เช่น สื่อ สื่อคอมพิวเตอร์ หนังสือเรียน ฯลฯ เพื่อให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น ทำได้เร็วขึ้น การสอนแบบบูรณาการแบบสหวิทยาการ
-      จัดกิจกรรมหรือโครงการแบบบูรณาการแบบต่างๆ ที่ครูเป็นผู้ออกแบบและกำหนดขั้นตอน (นักเรียนยังไม่มีบทบาท)เช่น การทำฐานการเรียนรู้ การสอนโครงงานบูรณาการ ฯลฯ
-      จัดระบบการ “ประเมินเพื่อพัฒนา” ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เน้นครูเป็นผู้ประเมิน โดยใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ
-      ครูทำงานเป็นทีม นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว
-      จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นการเรียนรู้ของนักเรียน “สอนน้อย เรียนมาก” ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจ วินัยในตนเอง และทักษะการเรียนรู้ ฝึกให้มีทักษะชีวิต “เรียนชีวิต ไม่ใช่เรียนวิชา”
-      จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงงานบูรณาการบนฐานปัญหาหรือสถานการณ์จริงของชุมชนหรือสังคม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยเชื่อมโยงกับความรู้และทักษะทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน (เน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริง)
-      เน้นให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง ประเมินเพื่อเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการ “ประเมินความเปลี่ยนแปลง” ของนักเรียน
ความสัมพันธ์กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ
-      ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ ชุมชนยังมีความเข้าใจว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นที่โรงเรียน
-      ความสัมพันธ์เป็นแบบทางเดียว เช่นให้ความร่วมมือตามที่โรงเรียนเรียกร้อง ชุมชนให้การสนับสนุน ฯลฯ  โรงเรียนยังไม่ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

-      ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน ชุมชนมีความตระหนักว่า โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม
-      ความสัมพันธ์เป็นแบบสองทาง ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล
-      ตามระดับ B
-      โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนและสังคม
-      โรงเรียนมีส่วนในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะด้านการพัฒนาเยาวชน

บันทึกหน้ามาว่ากันเรื่อง "เครื่องมือนำคิด" ครับ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SEEN อีสาน _๐๔ : โครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาการเรียนรู้และข้บเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ CADL สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) (SEEN) เขตพื้นที่อีสานตอนบน มีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนประมาณ ๙๐ คน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูแกนนำ เป้าประสงค์ ๓ ประการในการจัดโครงการนี้คือ ๑) เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ของศูนย์สถานศึกษาพอเพียง (ศสพ.) มูลนิธิยุวสถิรคุณ ๒) ทบทวนความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่ผ่านมา และ ๓) เพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนฯ ในปี ๒๕๕๘ นี้ต่อไป

ผม AAR ว่าเป้าประสงค์ข้อที่ ๑) สำเร็จเสร็จชัดเจนแล้วในระดับเท่าที่จะชัดเจนได้ เพราะสิ่งที่ยังไม่ชัด เป็นสิ่งที่เกินขีดจำกัดหน้าที่ของมูลนิธิฯ อย่างไรก็ดี ท่านก็ได้แนะนำวิธีที่จะดำเนินการทางเอกสารเพื่อให้ได้แผนการของการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชัดเจนขึ้น (อ่านสรุปเรื่องนี้ได้ที่นี่)

สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒) คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประเมินดูความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมา เราเริ่มด้วยการรายงานผลการขับเคลื่อนฯ ในมุมมองของผมเอง (ในฐานะนักขับเคลื่อนฯ นักวิชาการ)  ก่อนจะต่อในช่วงท้ายให้ทุกโรงเรียนได้ประเมินตนเองตามกรอบและเครื่องมือที่นำมาเสนอ   ขอสรุปพอสังเขปให้ท่านเห็นกระบวนการและผลลัพธ์ดังนี้

รายงานผลการขับเคลื่อนฯ ในมุมมองของ "นักขับเคลื่อนฯ ปศพพ." 

รายละเอียดที่ผมเสนอต่อที่ประชุม มีในเอกสารประกอบการประชุมโครงการฯ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ สรุปสำคัญคือ มีโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อนฯ ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล จำนวน ๒๑ โรงเรียน ซึ่งมี ๖ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศรร.) แล้ว และมาเพิ่มเติมภายหลังอีกจำนวน ๕ โรงเรียน  มีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินใหม่ ๑ โรงเรียนคือ โรงเรียนโนนสังวิทยาคาร โรงเรียนที่เพิ่งประเมิน ๒ โรงเรียน กำลังอยู่ในขั้นตอนการยืนยัน คือ โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา และ โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร นอกนั้นทั้งหมด กำลังจะยืนขอรับการประเมินต่อไป

 ข้อค้นพบ




 ทีมขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาในเขตพื้นที่อีสานตอนบนมีข้อค้นพบทั้งเชิงกระบวนทัศน์และกระบวนการที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนฯ ของมูลนิธิฯ ดังนี้ 

๑)    นักเรียนในโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ และโรงเรียนต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ มีความแตกต่างจากโรงเรียนที่ไม่ได้ขับเคลื่อนฯ อย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งด้านปัญหาด้านพฤติกรรมเสี่ยง ความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนขยายโอกาสนอกเมืองด้วยกัน



๒)   โรงเรียนส่วนใหญ่ (ทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนและครู) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนฯ ในลักษณะของโครงการเพิ่มเติมจากภาระงานหลัก ไม่ได้ส่งเสริมให้บุคลากรทั้งโรงเรียนถือเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการทำหน้าที่ทุกอย่างและตลอดทั้งการดำเนินชีวิตของแต่ละคนอย่างจริงจัง
๓)   การขับเคลื่อนฯ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน กิจกรรมส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียงหรือกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตจริงในชีวิตประจำวันนอกโรงเรียน การนำ ปศพพ. มาปรับใช้ในโรงเรียนเป็นไปอย่างแยกส่วนระหว่าง ๓ ส่วน ดังรูปด้านซ้ายซึ่งการขับเคลื่อนฯ ที่ถูกต้อง “สอนชีวิต” ควรออกแบบให้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเหมือนรูปด้านขวา


๔)     บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่มีกระบวนทัศน์พัฒนาคุณธรรมแยกจากวิชาการ โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม แยกจากโครงการพัฒนาทักษะและวิชาการอื่นๆ แยกการพัฒนาพฤติกรรมหรือเจตคติออกจากการพัฒนาทักษะและความรู้ ดังรูปด้านซ้าย ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนฯ ทั้ง ๓ ด้านควรเกี่ยวร้อยและสมดุลกัน ดังรูปด้านขวา


๕)   การจัดการเรียนรู้ของครูส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ “เน้นเนื้อหา” “เน้นการสอน” ถ่ายทอดความรู้ หรือข้อมูลแบบจดจำหรือออกแบบให้ทำตามเพื่อฝึกทักษะบางอย่างเพื่อให้ทำได้ ทำเป็น การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ส่งเสริมทักษะการคิดและการลงมือปฏิบัติ เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงงานบนฐานปัญหาชีวิตจริง ที่เน้นให้ฝึกกระบวนการเรียนรู้และนักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองยังมีน้อยมาก
๖)   การสอนส่วนใหญ่ยังเป็นการสอนเดี่ยว โดยแบ่งระดับชั้น/ห้องเรียนให้ครูแต่ละคนรับผิดชอบชัดเจน ยกเว้นการปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรมที่ใช้กิจกรรมที่ทำร่วมกัน  นักเรียนเรียนเดี่ยวสอบเดี่ยว
๗)  ปัจจัยของความสำเร็จประการสำคัญที่สุดคือบุคคล “พอเพียง” หากโรงเรียนมีผู้อำนวยการ หรือครูแกนนำ ที่เข้าใจและระเบิดจากภายในใจตนเอง จะมีแนวโน้มประสบผลสำเร็จมากกว่า อย่างไรก็ดี ในแต่ละโรงเรียนมีบุคคล “พอเพียง” ไม่มาก และหลายท่าน ไม่ใช่นักสื่อสารหรือขับเคลื่อน

 

 

๘)  โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนวิถีพุทธ” มีแนวโน้มจะขับเคลื่อนได้ง่ายกว่า

ข้อค้นพบเชิงวิพากษ์

ทีมงานขับเคลื่อนฯ พบปัญหาความเข้าใจคลาดเคลื่อนและอุปสรรคที่ทำให้การขับเคลื่อนฯ         ไม่ประสบผลสำเร็จ ๑๐ ประการ ในการพัฒนานักเรียนตามหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา เพื่อปลูกฝัง “อุปนิสัยพอเพียง” โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา” ตามพระราชดำรัสของในหลวง ได้แก่


๑)  เข้าใจผิดว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต้องเกี่ยวข้องกับการเกษตร ไม่เข้าใจในตัวทฤษฎีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เข้าใจว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือเกษตรทฤษฎีใหม่ 

 ๒) เข้าใจว่าหลักความพอเพียง คือต้อง “ประหยัด ใช้แต่น้อย ใช้ของในพื้นถิ่น อดออม รีไซเคิล” สังเกตจากโครงงานของนักเรียนที่เน้นเรื่องประหยัด ใช้ของที่ไม่ได้ซื้อ แต่มักอธิบายไม่ได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร

 ๓) เข้าใจว่าการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นงานของในหลวง เข้าใจว่าทำไปเพื่อในหลวง เพื่อถวายความจงรักภักดี เข้าไม่ถึงคุณค่าของหลักปรัชญา เข้าไม่ถึงเป้าหมายของในหลวงที่ท่านทรงพระราชทานหลักปรัชญาฯ แก่ประชาชน

 ๔) เข้าใจว่างานขับเคลื่อนฯ เป็นงานเพิ่มเติมจากงานหลัก เข้าใจว่าเป็นโครงงานล่ารางวัล เข้าใจว่าเป็นงานชั่วคราว เข้าใจว่าเป็นงานที่สามารถเตรียมนักเรียนหรือโรงเรียนตามเกณฑ์การประเมินได้ เข้าไม่ถึงแก่นของความยั่งยืน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการขับเคลื่อนฯ

๕) ไม่เข้าใจว่ามูลนิธิสยามกัมมาจล กำลังขับเคลื่อนให้ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีอุปนิสัยพอเพียง อันจะทำให้ได้เยาวชนที่มีคุณภาพแก่สังคม

 ๖) การขับเคลื่อนฯ ในโรงเรียนขาดความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการจัดการเรียนการสอนในห้อง กิจกรรมในโรงเรียน และชีวิตจริง
 
 ๗) การขับเคลื่อนฯ หลายโรงเรียนอาจสามารถทำให้นักเรียน คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ยังมีน้อยมากที่สามารถขับเคลื่อนให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ หรือ เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น กล่าวคือ สามารถนิยาม ตีความ และนำไปใช้ได้ แต่ยังไม่สามารถออกแบบสร้างสรรค์ได้ 

๘) ยังเข้าไม่ถึงความเชื่อมโยงบูรณาการระหว่าง หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑และ อาเซียน ว่า ทั้งหมดได้รวมไว้แล้วในหลักสูตรแกนกลาง ปี ๒๕๕๑หรืออาจกล่าวสั้นๆ ว่า ไม่เข้าใจหลักสูตรแกนกลาง
๙) ปัญหาสำคัญของการขับเคลื่อนฯ คือ ผู้บริหารหรือครูแกนนำที่ไม่เข้าใจ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ใส่ใจในรายละเอียด และมานะอัตตาของครู 

๑๐)  การขับเคลื่อนฯ ที่ยึดติดกับรูปแบบมากเกินไป ทำให้ทั้ง ผอ. ครู และนักเรียน ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มีศรัธาและเห็นเป็นเรื่องจำเป็นตามกระแสงของสังคมเท่านั้น


บันทึกหน้ามาว่ากันต่อเรื่องกระบวนการแลกเปลี่ยนครับ


SEEN อีสาน _๐๓ : เรียนรู้จากการบรรยายของ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา "วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" (๒)

ความจริงบันทึกนี้ น่าจะเขียนไว้ก่อนบันทึกที่แล้ว เพราะทันที ดร.ปรียานุช ท่านจับไมค์ สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุด คือการสร้างความเข้าใจว่า การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) แท้จริงแล้ว เพื่อให้ทุกคนสามารถ "นำมาใช้เป็นหลักตัดสินใจในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยที่เราไม่เดือนร้อนและผู้อื่นไม่เดือนร้อน" นั่นคือหลักพอเพียงเอามาใช้ได้ตลอด

ท่านเล่าเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่ทำหน้าที่โหลดกระเป๋าที่สนามบิน เธอเกือบจะล้มตั้งหลายหนและต้องทนทำงานอย่างทุลักทุเล ความไม่พอประมาณในการเลือกรองเท้าส้นสูงที่ไม่เหมาะกับงาน ทำให้เธอเดือดร้อน และความไม่สะดวกจึงทำให้ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ผู้โดยสารต้องรอคิวนาน นั่นอาจถือได้ว่าส่งผลให้คนอื่นเดือนร้อนด้วย


ท่านสรุปความคิดรวบยอดของการขับเคลื่อน ปศพพ. ด้วยการเขียนรูปง่ายๆ ด้านล่าง


พร้อมทั้งอธิบายสั้นๆ แต่ตรงประเด็นยิ่ง ผมถอดความจากความประทับใจของตนเองได้ ดังนี้ครับ
  • แท้ที่จริงแล้ว การขับเคลื่อน ปศพพ. ด้านการศึกษา คือการ ทำให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง น้อมนำหลักปรัชญาฯ มา "ประยุกต์ใช้" นั่นเอง 
  • เมื่อประยุกต์ใช้แล้ว ก็ให้ทุกคน "ถอดบทเรียน" (สะท้อนการเรียนรู้) เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" ที่จะเป็นวงจรแห่งการพัฒนาชีวิตไม่รู้จบ เกิดความรู้และทักษะเป็นภูมิคุ้มกันต่อไป 
  • เครื่องมือ "ประยูกต์ใช้" และ "ถอดบทเรียน" ที่ง่ายและใช้กันเยอะ คือ "๗ คำถาม" ที่เสนอโดย รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี  (ที่อยู่กลางวงกลม)
  • คำถามนี้ใช้ "ถามตนเอง" "ถามทีมงานของตนเอง" ... นี่หมายความว่า การขับเคลื่อน แท้จริงแล้วคือ การฝึกให้ผู้บริหาร ครู นักเรียน ใช้ ๗ คำถามนี้ถามตนเองเสมอในการทำการใดๆ 
  • ช่วงแรกๆ อาจช้า ใช้เวลานาน แต่เมื่อฝึกฝน "บ่อย ซ้ำ ย้ำ ทวน" ต่อๆ ไป จะเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" ขึ้นเอง...

ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

ผมเองจะน้อมนำไปพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีอุปนิสัย "พอเพียง" ตามที่ท่านบอกไว้ในบันทึกนี้ให้จงได้

SEEN อีสาน _๐๒ : เรียนรู้จากการบรรยายของ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา "วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา"

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ CADL สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) เขตพื้นที่อีสานตอนบน (SEEN อีสาน) มีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนประมาณ ๙๐ คน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูแกนนำ เป้าประสงค์ ๓ ประการในการจัดโครงการนี้คือ ๑) เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ของศูนย์สถานศึกษาพอเพียง (ศสพ.) มูลนิธิยุวสถิรคุณ ๒) ทบทวนความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่ผ่านมา  และ ๓) เพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนฯ ในปี ๒๕๕๘ นี้ต่อไป





เป้าหมายในการขับเคลื่อนของมูลนิธิยุวสถิรคุณ

ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง "เป้าหมายและทิศทางการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา"  เสียดายที่เวลามีค่อนข้างน้อย ทำให้ท่านไม่ได้บรรยายทุกสไลด์   อย่างไรก็ดี  ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญ ที่ท่านบอก และผมอยากเอามาบอกต่อเป็นพิเศษครับ


ท่านบอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา คือการ ขับเคลื่อนให้ทุกโรงเรียนเป็น "สถานศึกษาพอเพียง" ที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ โดยเฉพาะตัวบ่งชี้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษาที่ ๓.๑  (ตบช. ส. ๓.๑)  กลยุทธสำคัญของการขับเคลื่อนฯ ดังกล่าวคือ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ตามหลัก ปศพพ. ในที่นี้คือ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศรร.) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น ๔๗ โรงเรียน




ประเด็นสำคัญๆ ที่น่าจะรับรู้ให้ตรงกัน (ดาวน์สไลด์ได้ที่นี่) มีดังนี้
  • มูลนิธิยุวสถิรคุณ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ศูนย์ ปศพพ.  หน้าที่นี้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ
  • เป้าหมายหลักสำคัญของมูลนิธิฯ คือ พัฒนาสถานศึกษาพอเพียงที่มีอยู่ (๑๔,๓๐๗) ให้สามารถปลูกฝังบ่มเพาะ อุปนสัย "พอเพียง" ให้กับนักเรียน โดยใช้กลไกสำคัญคือ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ปศพพ.
  • กระบวนการที่ทางมูลนิธิฯ ใช้คือ การพัฒนาความสัมพันธ์อันดีหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก เพื่อปลูกฝังอุปนิสัย "พอเพียง" ทั้งครูและนักเรียน
  • เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา มีทั้ง การจัดการความรู้ การสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ การฝึกอบรมและพัฒนา และการจัดกิจกรรมต่างๆ 
  • มีโรงเรียนที่รับการประเมินเป็นโรงเรียน ศรร. แล้ว ๑๔๗ แห่ง ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและตัดสินและประการผลต่อไป
จากประสบการณ์ทำงานของท่าน ปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญ ๓ ประการ ที่ต้องมีในการขับเคลื่อนฯ คือ ต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำ "บ่อย ซ้ำ ย้ำ ทวน" ประการที่สองคือ ต้องทำตนเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา และประการสำคัญ คือสิ่งแวดล้อมที่ดี


มี ผอ. ท่านหนึ่ง ลุกขึ้นถามว่า เราจะสามารถขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนได้อย่างไร? ท่านตอบเชิงบรรยายว่า มีผลงานวิจัยของต่างประเทศบอกว่า อิทธิพลจากโรงเรียนมีผลต่อความสำเร็จของการปลูกฝังอุปนัสัย "พอเพียง"  เพียง ๒๐%  จากผู้ปกครองและครอบครัว ๓๐%  แต่มาจากสังคมและสิ่งแวดล้อม ๕๐%  นั่นหมายถึง หากเราจะประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ จะต้องมาคิดมิติของชุมชน และนิยามให้ดีว่าชุมชนของเราเป็นใครอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาพบว่า โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จฯ จะสามารถร่วมมือและบูรณาการกับผู้ปกครองและชุมชนได้อย่างดี


ตอนท้ายสุด ท่านสรุปข้อค้นพบที่ตรงกันของโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เป็น ๕ ประการ ดังรูป



ขอจบเพียงเท่านี้ในภาพรวมครับ ... บันทึกต่อไปค่อยมาให้รายละเอียดกิจกรรม และผลลัพธ์ที่เราร่วมกันทำนะครับ ....

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเชิงพื้นที่ รัฐบาลไทย ปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ ผมได้รับหนังสือ "ด่วนที่สุด" ด่วนขนาดที่ ผอ.สำนักศึกษาทั่วไป เกษียนหนังสือส่งให้ผมทาง "LINE" บอกว่า "ให้ไปร่วมเช้านี้" เป็นหนังสือเชิญอธิการฯ เข้าร่วมงานการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ "กำหนดแนวทางขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต" กลุ่มเป้าหมายคือ นายอำเภอ กำนัน ผู้นำ อบต. อบจ. เทศบาล กว่า ๓๑๖ คน เจ้าภาพจัดงานคือ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม กรมพัฒนาชุมชน หรือ "พช." ...


ผู้มาเปิดงานและบรรยายปาฐกถาในงานนี้คือ นายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ท่านใช้เวลากว่า ชั่วโมงครึ่ง บรรยายความเป็นมาและความจำเป็นในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) มาใช้ในการดำรงชีวิต และเน้นย้ำถึงทิศทาง แนวทาง และเป้าหมายในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่จะประกาศให้จังหวัดมหาสารคามเป็น "จังหวัดพอเพียง" แห่งแรกของประเทศไทย

ท่านกล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ ๔ ปี (๒๕๕๗-๒๕๖๐) "การบูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำขึ้น และเสนอภาพแสดงความคิดรวบยอดของการขับเคลื่อนฯ ดังภาพด้านล่าง


ผมนำมาวาดใหม่ เพื่อทำความเข้าใจในเอกสารที่ได้รับแจกให้มากขึ้น ได้ภาพได้ล่าง



หลังจากวาดภาพ "ความคิดรวบยอด" นี้เสร็จ ผมสรุปกับตนเองว่า ...ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ยึดหลักการ ดังต่อไปนี้ (ผมคิดว่านี่น่าจะเกิดขึ้นระยะสั้น จึงเปลี่ยนจากภาพ ๔ ปี เป็น "ภาพ ๑ ปี" แทน)
  • "ใช้ชุมชนหรือพื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา" ABC (Area Base Community)
  • เน้น "ความเชื่อมโยง บูรณาการ และร่วมมือ" ของทุกภาคส่วนในสังคม 
  • ขับพร้อมกัน ๕ ด้านใน ABC คือ ด้านการเกษตรและชนบท ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ (ยุทธฯ ๓) การเมือง (ความมั่นคง) และการประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ
  • เป้าหมายคือ ๒๕ % ของหมู่บ้านทั้งหมดในประเทศไทย หรือ ๑๘,๕๙๔ หมู่บ้าน ทั่วประเทศ จากทั้งหมด ๗๔,๙๕๕ หมู่บ้านทั่วไปประเทศ
เมื่อศึกษาดูว่า จะขับเคลื่อนไปที่กลุ่มใดบ้าง ...เห็นเส้นทางการขับเคลื่อน ๔ เส้นทาง  ดังภาพ