วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SEEN อีสาน _๐๔ : โครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาการเรียนรู้และข้บเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ CADL สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) (SEEN) เขตพื้นที่อีสานตอนบน มีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนประมาณ ๙๐ คน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูแกนนำ เป้าประสงค์ ๓ ประการในการจัดโครงการนี้คือ ๑) เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ของศูนย์สถานศึกษาพอเพียง (ศสพ.) มูลนิธิยุวสถิรคุณ ๒) ทบทวนความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่ผ่านมา และ ๓) เพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนฯ ในปี ๒๕๕๘ นี้ต่อไป

ผม AAR ว่าเป้าประสงค์ข้อที่ ๑) สำเร็จเสร็จชัดเจนแล้วในระดับเท่าที่จะชัดเจนได้ เพราะสิ่งที่ยังไม่ชัด เป็นสิ่งที่เกินขีดจำกัดหน้าที่ของมูลนิธิฯ อย่างไรก็ดี ท่านก็ได้แนะนำวิธีที่จะดำเนินการทางเอกสารเพื่อให้ได้แผนการของการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชัดเจนขึ้น (อ่านสรุปเรื่องนี้ได้ที่นี่)

สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒) คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประเมินดูความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ ที่ผ่านมา เราเริ่มด้วยการรายงานผลการขับเคลื่อนฯ ในมุมมองของผมเอง (ในฐานะนักขับเคลื่อนฯ นักวิชาการ)  ก่อนจะต่อในช่วงท้ายให้ทุกโรงเรียนได้ประเมินตนเองตามกรอบและเครื่องมือที่นำมาเสนอ   ขอสรุปพอสังเขปให้ท่านเห็นกระบวนการและผลลัพธ์ดังนี้

รายงานผลการขับเคลื่อนฯ ในมุมมองของ "นักขับเคลื่อนฯ ปศพพ." 

รายละเอียดที่ผมเสนอต่อที่ประชุม มีในเอกสารประกอบการประชุมโครงการฯ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ สรุปสำคัญคือ มีโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อนฯ ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล จำนวน ๒๑ โรงเรียน ซึ่งมี ๖ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศรร.) แล้ว และมาเพิ่มเติมภายหลังอีกจำนวน ๕ โรงเรียน  มีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินใหม่ ๑ โรงเรียนคือ โรงเรียนโนนสังวิทยาคาร โรงเรียนที่เพิ่งประเมิน ๒ โรงเรียน กำลังอยู่ในขั้นตอนการยืนยัน คือ โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา และ โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร นอกนั้นทั้งหมด กำลังจะยืนขอรับการประเมินต่อไป

 ข้อค้นพบ




 ทีมขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาในเขตพื้นที่อีสานตอนบนมีข้อค้นพบทั้งเชิงกระบวนทัศน์และกระบวนการที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนฯ ของมูลนิธิฯ ดังนี้ 

๑)    นักเรียนในโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ และโรงเรียนต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ มีความแตกต่างจากโรงเรียนที่ไม่ได้ขับเคลื่อนฯ อย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งด้านปัญหาด้านพฤติกรรมเสี่ยง ความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนขยายโอกาสนอกเมืองด้วยกัน



๒)   โรงเรียนส่วนใหญ่ (ทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนและครู) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนฯ ในลักษณะของโครงการเพิ่มเติมจากภาระงานหลัก ไม่ได้ส่งเสริมให้บุคลากรทั้งโรงเรียนถือเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการทำหน้าที่ทุกอย่างและตลอดทั้งการดำเนินชีวิตของแต่ละคนอย่างจริงจัง
๓)   การขับเคลื่อนฯ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน กิจกรรมส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียงหรือกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตจริงในชีวิตประจำวันนอกโรงเรียน การนำ ปศพพ. มาปรับใช้ในโรงเรียนเป็นไปอย่างแยกส่วนระหว่าง ๓ ส่วน ดังรูปด้านซ้ายซึ่งการขับเคลื่อนฯ ที่ถูกต้อง “สอนชีวิต” ควรออกแบบให้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเหมือนรูปด้านขวา


๔)     บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่มีกระบวนทัศน์พัฒนาคุณธรรมแยกจากวิชาการ โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม แยกจากโครงการพัฒนาทักษะและวิชาการอื่นๆ แยกการพัฒนาพฤติกรรมหรือเจตคติออกจากการพัฒนาทักษะและความรู้ ดังรูปด้านซ้าย ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนฯ ทั้ง ๓ ด้านควรเกี่ยวร้อยและสมดุลกัน ดังรูปด้านขวา


๕)   การจัดการเรียนรู้ของครูส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ “เน้นเนื้อหา” “เน้นการสอน” ถ่ายทอดความรู้ หรือข้อมูลแบบจดจำหรือออกแบบให้ทำตามเพื่อฝึกทักษะบางอย่างเพื่อให้ทำได้ ทำเป็น การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ส่งเสริมทักษะการคิดและการลงมือปฏิบัติ เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงงานบนฐานปัญหาชีวิตจริง ที่เน้นให้ฝึกกระบวนการเรียนรู้และนักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองยังมีน้อยมาก
๖)   การสอนส่วนใหญ่ยังเป็นการสอนเดี่ยว โดยแบ่งระดับชั้น/ห้องเรียนให้ครูแต่ละคนรับผิดชอบชัดเจน ยกเว้นการปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรมที่ใช้กิจกรรมที่ทำร่วมกัน  นักเรียนเรียนเดี่ยวสอบเดี่ยว
๗)  ปัจจัยของความสำเร็จประการสำคัญที่สุดคือบุคคล “พอเพียง” หากโรงเรียนมีผู้อำนวยการ หรือครูแกนนำ ที่เข้าใจและระเบิดจากภายในใจตนเอง จะมีแนวโน้มประสบผลสำเร็จมากกว่า อย่างไรก็ดี ในแต่ละโรงเรียนมีบุคคล “พอเพียง” ไม่มาก และหลายท่าน ไม่ใช่นักสื่อสารหรือขับเคลื่อน

 

 

๘)  โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนวิถีพุทธ” มีแนวโน้มจะขับเคลื่อนได้ง่ายกว่า

ข้อค้นพบเชิงวิพากษ์

ทีมงานขับเคลื่อนฯ พบปัญหาความเข้าใจคลาดเคลื่อนและอุปสรรคที่ทำให้การขับเคลื่อนฯ         ไม่ประสบผลสำเร็จ ๑๐ ประการ ในการพัฒนานักเรียนตามหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา เพื่อปลูกฝัง “อุปนิสัยพอเพียง” โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา” ตามพระราชดำรัสของในหลวง ได้แก่


๑)  เข้าใจผิดว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต้องเกี่ยวข้องกับการเกษตร ไม่เข้าใจในตัวทฤษฎีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เข้าใจว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือเกษตรทฤษฎีใหม่ 

 ๒) เข้าใจว่าหลักความพอเพียง คือต้อง “ประหยัด ใช้แต่น้อย ใช้ของในพื้นถิ่น อดออม รีไซเคิล” สังเกตจากโครงงานของนักเรียนที่เน้นเรื่องประหยัด ใช้ของที่ไม่ได้ซื้อ แต่มักอธิบายไม่ได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร

 ๓) เข้าใจว่าการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นงานของในหลวง เข้าใจว่าทำไปเพื่อในหลวง เพื่อถวายความจงรักภักดี เข้าไม่ถึงคุณค่าของหลักปรัชญา เข้าไม่ถึงเป้าหมายของในหลวงที่ท่านทรงพระราชทานหลักปรัชญาฯ แก่ประชาชน

 ๔) เข้าใจว่างานขับเคลื่อนฯ เป็นงานเพิ่มเติมจากงานหลัก เข้าใจว่าเป็นโครงงานล่ารางวัล เข้าใจว่าเป็นงานชั่วคราว เข้าใจว่าเป็นงานที่สามารถเตรียมนักเรียนหรือโรงเรียนตามเกณฑ์การประเมินได้ เข้าไม่ถึงแก่นของความยั่งยืน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการขับเคลื่อนฯ

๕) ไม่เข้าใจว่ามูลนิธิสยามกัมมาจล กำลังขับเคลื่อนให้ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีอุปนิสัยพอเพียง อันจะทำให้ได้เยาวชนที่มีคุณภาพแก่สังคม

 ๖) การขับเคลื่อนฯ ในโรงเรียนขาดความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการจัดการเรียนการสอนในห้อง กิจกรรมในโรงเรียน และชีวิตจริง
 
 ๗) การขับเคลื่อนฯ หลายโรงเรียนอาจสามารถทำให้นักเรียน คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ยังมีน้อยมากที่สามารถขับเคลื่อนให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ หรือ เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น กล่าวคือ สามารถนิยาม ตีความ และนำไปใช้ได้ แต่ยังไม่สามารถออกแบบสร้างสรรค์ได้ 

๘) ยังเข้าไม่ถึงความเชื่อมโยงบูรณาการระหว่าง หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑และ อาเซียน ว่า ทั้งหมดได้รวมไว้แล้วในหลักสูตรแกนกลาง ปี ๒๕๕๑หรืออาจกล่าวสั้นๆ ว่า ไม่เข้าใจหลักสูตรแกนกลาง
๙) ปัญหาสำคัญของการขับเคลื่อนฯ คือ ผู้บริหารหรือครูแกนนำที่ไม่เข้าใจ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ใส่ใจในรายละเอียด และมานะอัตตาของครู 

๑๐)  การขับเคลื่อนฯ ที่ยึดติดกับรูปแบบมากเกินไป ทำให้ทั้ง ผอ. ครู และนักเรียน ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน มีศรัธาและเห็นเป็นเรื่องจำเป็นตามกระแสงของสังคมเท่านั้น


บันทึกหน้ามาว่ากันต่อเรื่องกระบวนการแลกเปลี่ยนครับ


SEEN อีสาน _๐๓ : เรียนรู้จากการบรรยายของ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา "วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" (๒)

ความจริงบันทึกนี้ น่าจะเขียนไว้ก่อนบันทึกที่แล้ว เพราะทันที ดร.ปรียานุช ท่านจับไมค์ สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุด คือการสร้างความเข้าใจว่า การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) แท้จริงแล้ว เพื่อให้ทุกคนสามารถ "นำมาใช้เป็นหลักตัดสินใจในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยที่เราไม่เดือนร้อนและผู้อื่นไม่เดือนร้อน" นั่นคือหลักพอเพียงเอามาใช้ได้ตลอด

ท่านเล่าเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่ทำหน้าที่โหลดกระเป๋าที่สนามบิน เธอเกือบจะล้มตั้งหลายหนและต้องทนทำงานอย่างทุลักทุเล ความไม่พอประมาณในการเลือกรองเท้าส้นสูงที่ไม่เหมาะกับงาน ทำให้เธอเดือดร้อน และความไม่สะดวกจึงทำให้ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ผู้โดยสารต้องรอคิวนาน นั่นอาจถือได้ว่าส่งผลให้คนอื่นเดือนร้อนด้วย


ท่านสรุปความคิดรวบยอดของการขับเคลื่อน ปศพพ. ด้วยการเขียนรูปง่ายๆ ด้านล่าง


พร้อมทั้งอธิบายสั้นๆ แต่ตรงประเด็นยิ่ง ผมถอดความจากความประทับใจของตนเองได้ ดังนี้ครับ
  • แท้ที่จริงแล้ว การขับเคลื่อน ปศพพ. ด้านการศึกษา คือการ ทำให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง น้อมนำหลักปรัชญาฯ มา "ประยุกต์ใช้" นั่นเอง 
  • เมื่อประยุกต์ใช้แล้ว ก็ให้ทุกคน "ถอดบทเรียน" (สะท้อนการเรียนรู้) เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" ที่จะเป็นวงจรแห่งการพัฒนาชีวิตไม่รู้จบ เกิดความรู้และทักษะเป็นภูมิคุ้มกันต่อไป 
  • เครื่องมือ "ประยูกต์ใช้" และ "ถอดบทเรียน" ที่ง่ายและใช้กันเยอะ คือ "๗ คำถาม" ที่เสนอโดย รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี  (ที่อยู่กลางวงกลม)
  • คำถามนี้ใช้ "ถามตนเอง" "ถามทีมงานของตนเอง" ... นี่หมายความว่า การขับเคลื่อน แท้จริงแล้วคือ การฝึกให้ผู้บริหาร ครู นักเรียน ใช้ ๗ คำถามนี้ถามตนเองเสมอในการทำการใดๆ 
  • ช่วงแรกๆ อาจช้า ใช้เวลานาน แต่เมื่อฝึกฝน "บ่อย ซ้ำ ย้ำ ทวน" ต่อๆ ไป จะเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" ขึ้นเอง...

ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

ผมเองจะน้อมนำไปพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีอุปนิสัย "พอเพียง" ตามที่ท่านบอกไว้ในบันทึกนี้ให้จงได้

SEEN อีสาน _๐๒ : เรียนรู้จากการบรรยายของ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา "วิธีขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา"

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ CADL สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ปศพพ.) เขตพื้นที่อีสานตอนบน (SEEN อีสาน) มีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนประมาณ ๙๐ คน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูแกนนำ เป้าประสงค์ ๓ ประการในการจัดโครงการนี้คือ ๑) เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ของศูนย์สถานศึกษาพอเพียง (ศสพ.) มูลนิธิยุวสถิรคุณ ๒) ทบทวนความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่ผ่านมา  และ ๓) เพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนฯ ในปี ๒๕๕๘ นี้ต่อไป





เป้าหมายในการขับเคลื่อนของมูลนิธิยุวสถิรคุณ

ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง "เป้าหมายและทิศทางการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา"  เสียดายที่เวลามีค่อนข้างน้อย ทำให้ท่านไม่ได้บรรยายทุกสไลด์   อย่างไรก็ดี  ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญ ที่ท่านบอก และผมอยากเอามาบอกต่อเป็นพิเศษครับ


ท่านบอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา คือการ ขับเคลื่อนให้ทุกโรงเรียนเป็น "สถานศึกษาพอเพียง" ที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ โดยเฉพาะตัวบ่งชี้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษาที่ ๓.๑  (ตบช. ส. ๓.๑)  กลยุทธสำคัญของการขับเคลื่อนฯ ดังกล่าวคือ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ตามหลัก ปศพพ. ในที่นี้คือ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศรร.) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น ๔๗ โรงเรียน




ประเด็นสำคัญๆ ที่น่าจะรับรู้ให้ตรงกัน (ดาวน์สไลด์ได้ที่นี่) มีดังนี้
  • มูลนิธิยุวสถิรคุณ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ศูนย์ ปศพพ.  หน้าที่นี้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ
  • เป้าหมายหลักสำคัญของมูลนิธิฯ คือ พัฒนาสถานศึกษาพอเพียงที่มีอยู่ (๑๔,๓๐๗) ให้สามารถปลูกฝังบ่มเพาะ อุปนสัย "พอเพียง" ให้กับนักเรียน โดยใช้กลไกสำคัญคือ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ปศพพ.
  • กระบวนการที่ทางมูลนิธิฯ ใช้คือ การพัฒนาความสัมพันธ์อันดีหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก เพื่อปลูกฝังอุปนิสัย "พอเพียง" ทั้งครูและนักเรียน
  • เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา มีทั้ง การจัดการความรู้ การสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ การฝึกอบรมและพัฒนา และการจัดกิจกรรมต่างๆ 
  • มีโรงเรียนที่รับการประเมินเป็นโรงเรียน ศรร. แล้ว ๑๔๗ แห่ง ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและตัดสินและประการผลต่อไป
จากประสบการณ์ทำงานของท่าน ปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญ ๓ ประการ ที่ต้องมีในการขับเคลื่อนฯ คือ ต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำ "บ่อย ซ้ำ ย้ำ ทวน" ประการที่สองคือ ต้องทำตนเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา และประการสำคัญ คือสิ่งแวดล้อมที่ดี


มี ผอ. ท่านหนึ่ง ลุกขึ้นถามว่า เราจะสามารถขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนได้อย่างไร? ท่านตอบเชิงบรรยายว่า มีผลงานวิจัยของต่างประเทศบอกว่า อิทธิพลจากโรงเรียนมีผลต่อความสำเร็จของการปลูกฝังอุปนัสัย "พอเพียง"  เพียง ๒๐%  จากผู้ปกครองและครอบครัว ๓๐%  แต่มาจากสังคมและสิ่งแวดล้อม ๕๐%  นั่นหมายถึง หากเราจะประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ จะต้องมาคิดมิติของชุมชน และนิยามให้ดีว่าชุมชนของเราเป็นใครอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาพบว่า โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จฯ จะสามารถร่วมมือและบูรณาการกับผู้ปกครองและชุมชนได้อย่างดี


ตอนท้ายสุด ท่านสรุปข้อค้นพบที่ตรงกันของโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เป็น ๕ ประการ ดังรูป



ขอจบเพียงเท่านี้ในภาพรวมครับ ... บันทึกต่อไปค่อยมาให้รายละเอียดกิจกรรม และผลลัพธ์ที่เราร่วมกันทำนะครับ ....

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเชิงพื้นที่ รัฐบาลไทย ปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ ผมได้รับหนังสือ "ด่วนที่สุด" ด่วนขนาดที่ ผอ.สำนักศึกษาทั่วไป เกษียนหนังสือส่งให้ผมทาง "LINE" บอกว่า "ให้ไปร่วมเช้านี้" เป็นหนังสือเชิญอธิการฯ เข้าร่วมงานการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ "กำหนดแนวทางขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต" กลุ่มเป้าหมายคือ นายอำเภอ กำนัน ผู้นำ อบต. อบจ. เทศบาล กว่า ๓๑๖ คน เจ้าภาพจัดงานคือ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม กรมพัฒนาชุมชน หรือ "พช." ...


ผู้มาเปิดงานและบรรยายปาฐกถาในงานนี้คือ นายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ท่านใช้เวลากว่า ชั่วโมงครึ่ง บรรยายความเป็นมาและความจำเป็นในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) มาใช้ในการดำรงชีวิต และเน้นย้ำถึงทิศทาง แนวทาง และเป้าหมายในการขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ที่จะประกาศให้จังหวัดมหาสารคามเป็น "จังหวัดพอเพียง" แห่งแรกของประเทศไทย

ท่านกล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ ๔ ปี (๒๕๕๗-๒๕๖๐) "การบูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำขึ้น และเสนอภาพแสดงความคิดรวบยอดของการขับเคลื่อนฯ ดังภาพด้านล่าง


ผมนำมาวาดใหม่ เพื่อทำความเข้าใจในเอกสารที่ได้รับแจกให้มากขึ้น ได้ภาพได้ล่าง



หลังจากวาดภาพ "ความคิดรวบยอด" นี้เสร็จ ผมสรุปกับตนเองว่า ...ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ยึดหลักการ ดังต่อไปนี้ (ผมคิดว่านี่น่าจะเกิดขึ้นระยะสั้น จึงเปลี่ยนจากภาพ ๔ ปี เป็น "ภาพ ๑ ปี" แทน)
  • "ใช้ชุมชนหรือพื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา" ABC (Area Base Community)
  • เน้น "ความเชื่อมโยง บูรณาการ และร่วมมือ" ของทุกภาคส่วนในสังคม 
  • ขับพร้อมกัน ๕ ด้านใน ABC คือ ด้านการเกษตรและชนบท ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ (ยุทธฯ ๓) การเมือง (ความมั่นคง) และการประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ
  • เป้าหมายคือ ๒๕ % ของหมู่บ้านทั้งหมดในประเทศไทย หรือ ๑๘,๕๙๔ หมู่บ้าน ทั่วประเทศ จากทั้งหมด ๗๔,๙๕๕ หมู่บ้านทั่วไปประเทศ
เมื่อศึกษาดูว่า จะขับเคลื่อนไปที่กลุ่มใดบ้าง ...เห็นเส้นทางการขับเคลื่อน ๔ เส้นทาง  ดังภาพ


วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน ปศพพ. โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อบจ.มหาสารคาม

วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ผมและทีม ออกไปเยี่ยมโรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ ตามคำเชิญของท่าน ผอ.ชัยยนต์ ผือโย ในโครงการพัฒนาศักยภาพครูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่โรงเรียนจัดขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายให้ครูรู้แล้วเข้าใจแนวทางการนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ผมได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากท่าน ผอ. และคณะครู มีการแนะนำผมอย่างเป็นทางการ ซึ่งผมแจ้งให้ท่านทราบว่า มาคราวนี้ มาช่วยท่านในฐานะศูนย์พัฒนาวิชาการเพื่อการเรียนรู้ (CADL) และขอบพระคุณท่านที่ให้โอกาสและเกียรติอย่างสูงยิ่งนี้

ผมออกแบบกระบวนการเป็น ๔ ขั้นตอนในการฝึกอบรมครูในครั้งนี้ ในเวลา ๓ ชั่วโมง ได้แก่ ช่วงพาคิด ช่วงชวนคิด ช่วงบรรยาย และช่วงสะท้อนแลกเปลี่ยน  ดังนี้ (บันทึกไว้ที่นี่เผื่อมีประโยชน์)

ช่วงพาคิด

ผมนำเทคนิคของอาจารย์ฉลาด ปาโส (โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม) มาใช้โดย แจกเอกสารดังรูปด้านล่าง


แล้วพาครูคิดและเขียนเติมลงไปเป็นขั้นตอน ดังนี้
  • เขียนเติมกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ตนเองทำเพราะชอบ ทำแล้วสำเร็จ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วภูมิใจ ทำแล้วอยากบอกต่อ ลงในรูปหัวใจตรงกลาง
  • เขียนขัั้นตอนและวิธีการทำสิ่งนั้น ทำอย่างไร ไว้ในวงกลมด้านบน
  • เขียนความรู้ที่จำเป็นต้องมี ต้องมีความรู้และทักษะอะไรบ้างถึงจะทำสิ่งนั้นได้ดีและสำเร็จ ลงในวงกลมด้านซ้ายของรูปหัวใจ
  • เขียนคุณธรรม หรือคุณสมบัติใด ที่จะทำให้การทำกิจกรรมนั้นสำเร็จได้ 
ตอนที่ดำเนินกิจกรรม ขณะที่คุณครูกำลังเขียน ผมเพิ่มบรรยายกาศให้คึกคักและผ่อนคลาย โดยเดินไปแอบอ่านข้อความที่อาจารย์ต่างๆ เขียน เช่น บางคนเขียนว่า ชอบอบรมลูก ฯลฯ ...เสียง ฮา ดังไปทั่วห้องทีเดียวครับ

ช่วงชวนคิด

หลังจากที่ทุกคนเขียนเสร็จแล้ว ขั้นตอนไปคือ ชวนคิดเชื่อมโยงกับ ปศพพ. คำถามคือ "ท่านคิดว่ากิจกรรมที่เราเพิ่งทำร่วมกันนี้ เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่อย่างไร"
... สำหรับครูแล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ ที่จะได้ข้อสรุปว่า
  • สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วอยากบอกต่อ สิ่งที่ทำแล้วภูมิใจ  ทำแล้วไม่เกิดผลเสียต่อตัวเอง นั่นคือ สิ่งที่เรา "พอใจ" ซึ่งย่อมต้องเกิดมาจาก "ความพอเพียง" พอดี พอมี พอได้ อยู่ในกิจกรรมนั้นๆ แล้ว.....และถ้าถามว่า ทำไมถึงทำกิจกรรมนั้น ทุกคนย่อมมี "เหตุผล" ในการทำสิ่งนั้นเสมอ นี่คือ ห่วงเหตุผลใน ๓ห่วง๒เงื่อนไข
  • สิ่งที่เขียนในวงกลมด้านบนของรูปหัวใจ ที่บอกวิธีและขั้นตอนในการทำกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งทำได้สำเร็จก็เพราะมีความ "พอประมาณ" กับตนเองนั่นเอง วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมนี่เองที่หมายถึงความพอประมาณในการทำสิ่งใดๆ  นี่คือห่วงพอประมาณ
  • วงกลมด้านล่างซ้ายที่เขียนเกี่ยวกับความรู้ ก็คือ เงื่อนไขความรู้
  • วงกลมด้านขวา ที่เขียนเกี่ยวกับคุณธรรมและปัจจัยที่ทำให้สำเร็จ ซึ่งต้องมีการวางแผนและตรวจสอบประเมินพัฒนา และป้องกันความผิดพลาดไว้ ก็คือ เงื่อนไขคุณธรรม และห่วงภูมิคุ้มกัน นั่นเอง 
ผมท้าทายว่า หากครูทุกคนนำกิจกรรมนี้ไปใช้กับนักเรียนติดต่อกันอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ทุกอาทิตย์ ติดต่อกัน ๓ เดือน นักเรียนจะเข้าใจ การนำ ปศพพ. ไปใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอน

และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เร็วขึ้น และฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ให้ลอง "ถอดบทเรียน" ในตาราง ๖ ช่อง ด้านล่าง



กิจกรรม
วิชาการ
พอประมาณ
มีเหตุผล
มีภูมิคุ้มกัน
คุณธรรม
















และวิเคราะห์ เหตุ->ผล หรือ ผลลัพธ์/ผลกระทบ หรือ ประโยชน์ต่อตนเอง และประโยชน์ต่อผู้อื่นใน ๔ มิติ ตามตารางด้านล่าง



ประโยชน์/ผลกระทบ
ต่อตนเอง
ต่อสังคม
ต่อเศรษฐกิจ
ต่อวัฒนธรรม
ต่อสิ่งแวดล้อม

















ช่วงบรรยาย 

ผมบรยายแบบเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเขียนไว้แล้วที่นี่ครับ และเสนอเครื่องมือของ รศ.ดร.ทิศนา ซึ่งเคยเขียนไว้ที่นี่ ที่นี่ และที่นี่ ให้ครูฟังครับ ซึ่งเทคนิคสำคัญคือ ต้องสังเกตบริบทของครูที่นี่และยกตัวอย่างให้ใกล้เคียงที่สุด


ช่วงสุดท้ายคือ AAR

เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนนรู้ ว่าครูได้เรียนรู้อะไรบ้างจากวันนี้ และมีคำถามอะไรในใจที่ยังทำให้ไม่มั่นใจที่จะลงมือทำด้วยตนเอง

ผมแจกกระดาษ แล้วชวนครูทุกท่านพันเป็น ๓ ส่วน แล้วเขียนตอบคำถาม ๓ คำถาม คือ
  • ได้เรียนรู้อะไรในวันนี้ 
  • รู้แล้วคิดอย่างไร คิดอะไรต่อ 
  • จะนำไปปรับประยุกต์ใช้อย่างไร 
ครูสะท้อนหลายอย่างที่บอกว่า ครูเข้าใจและจะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนของตน หลายคนบอกว่าเวลาน้อยไป  ผมคิดว่า กิจกรรมวันนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในระดับสูงทีเดียว

อย่างไรก็แล้วแต่ ผมเน้นย้ำกับท่าน ผอ. ว่า ปัญหาที่ผมเจอส่วนมาก ไม่ใช่ไม่เข้าใจ แต่เป็นการไม่นำไปใช้จริงๆ มากกว่า..... ผมเน้นกับท่านว่า ขอเพียงกำชับให้ครูทุกคนนำกิจกรรม "พาคิด" "ชวนคิด" และ "ถอดบทเรียน" ตามตาราง ๖ ช่วง ที่นำมาใช้ในวันนี้ ไปใช้กับนักเรียน อย่างต่อเนื่อง รับรองว่า ทุกคนจะเข้าใจ ปศพพ. และผลการเรียนรู้ดีขึ้นแน่นอน....

จะติดตามผลกับท่านต่อไปครับ

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

๒๔ มกราคม ๒๕๕๗
ฤทธิไกร






ดูภาพทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

12 หลักคิดพอเพียง จากปฏิทินประจำปี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปราดแรกที่เห็นปฏิทินประจำปี ๒๕๕๗ ที่ได้รับแจก ผมประทับใจมาก ชื่นชมทั้งคนทำ คนคิด คนออกแบบ มากๆ นึกอยากนำมาบันทึกแลกเปลี่ยนสักวันแน่ๆ วันนี้โอกาสดี จึงนำมาแบ่งปันครับ ....

ผมพยายามสืบค้นดูว่า ใครนะที่สังเคราะห์คิดได้หลักแหลมเช่นนี้ พบว่า ปฏิทินเล่มนี้ได้อ้างอิงถึงคุณพีระนันท์ จันทร์แก้ว  แต่คุณพีระนันท์เองก็อ้างอิงแหล่งที่มาเป็น เว็บไซต์ www.daratham.net  ซึ่งผมพยายามสืบค้นก็หาไม่เจอว่าคนคิดจริงๆ เป็นใคร รวบรวมไว้ที่ไหน.....


ที่ประทับใจไม่ใช่เพราะความสวยงามหรือศิลปะดิไซน์ที่ดูดี .... เพราะผมเองไม่ค่อยมีสุนทรียศิลป์ห่างไกลการเสพศิลป์กินใจจากทางตาหูจมูกปาก...ส่วนใหญ่กิเลสในตัวมาจากใจคิดเป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่ประทับใจคือ ความหมายและคุณค่าของ ความสื่อจากภาษาเกี่ยวกับ ๑๒ เทคนิคนำคิดให้ชีวิตพอเพียง ...

๑) พอใจ : พอใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจรัก อย่างถูกต้องเหมาะสม
    Having a Heart of Zeal but in Proper



 ๒) พอดี: รู้จักประมาณ รู้จักพอดี กระทำการสิ่งใดต้องระลึกรู้ด้วยปัญญา
              Living in Moderation



๓) พอมี : เลี้ยงชีวิตให้พอมีอยู่เสมอ ไม่ประมาท มีความมั่นคง
             Leading a Secure and Heedful


๔) พอกิน : รู้จักประมาณในการกิน การใช้ ให้พอกิน สมควรแก่กาย และจิตใจผ่องใส
                Balancing One's Body and Mind



๕) พอใช้ : รู้จักประหยัดอดออม ใช้จ่ายตามความเหมาะสม ไม่หลงในอบายมุข
               Practicing Mindful Spending




๖) พอเหมาะ : รู้จักไตร่ตรอง ตามเหตุผล มีใจเป็นกลางอย่างมีสติ
                    Knowing Equanimity



๗) พอรู้ : มีความเข้าใจและไต่ตรองให้พอรู้ ถึงอายตนะ 6 มีสติ ไม่ยึดติด ไม่ให้เกิดกิเลส
             Practicing Mindfulness and Non-Attactment


๘)  พอตัว : รู้จักก่อร่างสร้างงาน สร้างใจ ให้พอตัว เข้าใจในธรรมชาติ
                Cultivating Faith and Wisdom in the Law of Nature


๙) พอตน : ฉลาดคิด รู้จักพิจารณา รู้จักตัวเอง มั่นคงอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา
                Following Virtuous Conduct, Meditation, and Wisdom


 ๑๐) พออยู่ : ตั้งตนให้ถูกวิธี รู้จักดำรงชีวิตให้พออยู่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน
                  Being in the Present


 ๑๑) พอควร : มีความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามเหตุปัจจัย กระทำการสิ่งใดอย่างพอสมควร ยึดมั่นอยู่ในธรรม
                    Knowing Principles, Knowing Causes



 ๑๒) พอให้ : รู้จักเป็นผู้ให้ ส่งผ่านความสุขในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้อื่นได้เติบโตต่อไป
                  Giving, Being Kind, and Contributinf to Social Harmony



สรุป:

พอใจ : พอใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจรัก อย่างถูกต้องเหมาะสม
พอดี : รู้จักประมาณ รู้จักพอดี กระทำการสิ่งใดต้องระลึกรู้ด้วยปัญญา

พอมี : เลี้ยงชีวิตให้พอมีอยู่เสมอ ไม่ประมาท มีความมั่นคง 

พออยู่ : ตั้งตนให้ถูกวิธี รู้จักดำรงชีวิตให้พออยู่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน

พอกิน : รู้จักประมาณในการกิน การใช้ ให้พอกิน สมควรแก่กาย และจิตใจผ่องใส

พอใช้ : รู้จักประหยัดอดออม ใช้จ่ายตามความเหมาะสม ไม่หลงในอบายมุข

พอเหมาะ: รู้จักไตร่ตรอง ตามเหตุผล มีใจเป็นกลางอย่างมีสติ

พอควร : มีความเข้าใจในการดำเนินชีวิต ตามเหตุปัจจัย กระทำการสิ่งใดอย่าง พอสมควร ยึดมั่นอยู่ในธรรม

พอรู้ : มีความเข้าใจและไตร่ตรองให้พอรู้ ถึงอายตนะ 6 มีสติ ไม่ยึดติด ไม่ให้เกิดกิเลส

พอตัว : รู้จักก่อร่างสร้างตัว สร้างใจ ให้พอตัว เข้าใจในธรรมชาติ ( ไตรลักษณ์ - อนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา )

พอตน : ฉลาดคิด รู้จักพิจารณา รู้จักตัวเอง มั่นคงอยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา

พอให้ : รู้จักเป็นผู้ให้ส่งผ่านความสุข ในการดำรงชีวิตชีวิตให้แก่ผู้อื่น เติบโตต่อไป

๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓

หากสังเคราะห์ด้วยคณิตศาสตร์ (ภาษาของวิทยาศาสตร์) โดยเปรียบเทียบกับ "เอกลักษณ์ของการบวก" ซึ่งก็คือ เลขศูนย์ "๐" ที่แม้จะไปบวกกับเลขอะไรไม่ได้ทำให้ค่าเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อไปต่อท้ายเลขอะไรจะทำให้เพิ่มมูลค่าขึ้นมาได้สิบเท่าทันที  และ "เอกลักษณ์ของการคูณ" คือ หนึ่ง "๑" ซึ่งจะคูณกับเลขอะไรก็ไม่ทำให้ค่าใดๆ เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเอาไปวางไว้ข้างหน้าเลขใด จะเพิ่มค่าให้เลขนั้นกว่าสิบเท่าทันทีเช่นกัน

ผมคิดว่ามีคำที่เป็น "เอกลักษณ์" ของความพอเพียงอยู่ ๒ คำ ได้แก่คำว่า "ดี" กับคำว่า "รู้"  สองคำนี้เมื่อเอาไปต่อท้ายหรือก่อนหน้าคำต่างๆ ที่อยู่ข้างหลังคำว่า "พอ" ที่อยู่ในปฏิทินนี้ จะได้องค์ประกอบของความพอเพียง

ใจดี มีดี อยู่ดี กินดี เหมาะดี รู้ดี ทำดี ฯลฯ
รู้ใจ รู้อยู่ รู้กิน รู้ทำ รู้ตัว รู้ตน รู้ใช้ รู้ให้ ฯลฯ
หรือท่านว่าไง....................